ภาษี Trump กระทบ Apple หนัก เสียภาษีนำเข้าเพิ่ม 1,100 ล้านดอลลาร์ กระทบการผลิตและราคาสินค้า iPhone, Mac และ iPad ทั่วโลก โดยก่อนหน้านี้ Apple จ่ายภาษีไปแล้วกว่า 800 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสที่ผ่านมา
ต้นเหตุจากนโยบายภาษีนำเข้า ?
Tim Cook ซีอีโอของ Apple อธิบายว่าภาษีดังกล่าวมีผลมาจากการใช้อำนาจ
International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)
ที่ครอบคลุมสินค้านำเข้าจากจีนและหลายประเทศอื่น ๆ ทำให้สินค้าหลักของ Apple
อย่าง iPhone, Mac, iPad และ Apple Watch ต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น
“มีหลายปัจจัยที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ รวมถึงอัตราภาษี” คุกกล่าว แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับภาษี แต่รายได้ประจำไตรมาสของบริษัทก็เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ เป็น 9.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ขณะที่ยอดขาย iPhone และ Mac ยังคงแข็งแกร่ง
Apple ย้ายสายการผลิต
- iPhone – ผลิตส่วนใหญ่ใน อินเดีย
- Mac, iPad และ Apple Watch – ผลิตใน เวียดนาม
แม้ Apple จะย้ายฐานการผลิตจากจีนไปประเทศอื่นหลายประเทศแล้ว แต่ชิ้นส่วนหลักยังต้องนำเข้าจากจีนและประเทศอื่น ทำให้สินค้าจำนวนมากยังคงอยู่ในข่ายต้องเสียภาษี ทรัมป์ขู่ว่าจะเก็บภาษีเพิ่ม หาก Apple ไม่ย้ายฐานการผลิตบางส่วนมายังสหรัฐอเมริกา
พฤติกรรมผู้บริโภค: ซื้อก่อนภาษีขึ้น
ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา ผู้บริโภคสหรัฐฯ รีบซื้อ iPhone และ Mac ก่อนที่ภาษีนำเข้าจะมีผลเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ยอดขาย Apple เติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 1% หรือคิดเป็นมูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์
ความเสี่ยงในอนาคต
นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ระบุว่า Apple อาจเป็นหนึ่งในบริษัทที่
ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาษี โดยหากอัตราภาษีเพิ่มสูงถึง 79% อาจทำให้ Apple สูญเสียต้นทุนมากถึง 33 พันล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะเดียวกัน Donald Trump ยังส่งสัญญาณว่าอาจบังคับใช้ภาษีสูงถึง 25% หาก Apple ไม่ย้ายการผลิตกลับสหรัฐฯ ซึ่งหากเกิดขึ้นจริง ราคาของ iPhone
รุ่นเริ่มต้นอาจพุ่งขึ้นไปถึง 3,500 ดอลลาร์ จากปัจจุบันที่ราว 799 ดอลลาร์
แม้ Apple จะยังมียอดขายเติบโต แต่ภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รวมถึงการแข่งขันในด้าน AI อาจกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อการเติบโตของบริษัทในระยะยาว




