ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดีควบรวมทรู–ดีแทค ที่สภาองค์กรของผู้บริโภคและพวก รวม 5 คน ยื่นฟ้องคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เพื่อเพิกถอนมติรับทราบการรวมธุรกิจของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค
โดยคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 2204/2568 มีขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 โดยศาลเห็นว่า การดำเนินการของ กสทช. ในการรับทราบการควบรวมครั้งนี้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย พร้อมให้เหตุผลสำคัญ ดังนี้
- การแต่งตั้งที่ปรึกษาอิสระถูกต้อง
บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาอิสระ ไม่ปรากฏมีความเกี่ยวข้องกับทรูหรือดีแทคในลักษณะที่กระทบต่อการใช้วิจารณญาณ จึงเป็นการแต่งตั้งที่ชอบด้วยกฎหมาย - มติเป็นเรื่องเฉพาะราย ไม่ต้องเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ
มติของ กสทช. มีผลผูกพันเฉพาะกับทรูและดีแทค ไม่ใช่กฎหรือประกาศที่ใช้บังคับทั่วไป จึงไม่จำเป็นต้องจัดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 - เสียงชี้ขาดของประธาน กสทช. เป็นไปตามระเบียบ
เมื่อการลงมติของกรรมการ กสทช. เสียงเท่ากัน 2 ต่อ 2 (อีก 1 คนงดออกเสียง) การที่ประธานใช้เสียงเพิ่มเป็นเสียงชี้ขาด ถือว่าถูกต้องตามข้อบังคับการประชุม - ลักษณะการควบรวมไม่เข้าข่ายต้องขออนุญาต
ศาลวินิจฉัยว่าการรวมธุรกิจครั้งนี้เป็นการรวมระหว่างผู้ถืออำนาจควบคุมของผู้รับใบอนุญาตเพื่อจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ ซึ่งแตกต่างจากกรณีเข้าซื้อหรือถือหุ้นเกิน 10% ที่ต้องได้รับอนุญาตจาก กสทช. ดังนั้นการที่ กสทช. เพียง “รับทราบ” การรวมและกำหนดเงื่อนไขให้ปฏิบัติ จึงเป็นการกระทำที่ถูกต้อง
คำพิพากษานี้ตอกย้ำว่ามติของ กสทช. ในการรับทราบการควบรวมทรู–ดีแทคเมื่อปี 2565 เป็นไปตามกฎหมายทุกประการ ทำให้การควบรวมดังกล่าวยังคงมีผลบังคับตามเดิม
ด้านสภาผู้บริโภคเตรียมพิจารณาอุทธรณ์ พร้อมเชิญชวนผู้บริโภคใช้พลังลดค่าบริการโทรคมนาคม
โดย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวถึงภาพรวมของตลาดโทรคมนาคมไทยว่า หลังการควบรวมกิจการครั้งนี้ ผู้บริโภคต้องเผชิญกับการเหลือผู้ให้บริการรายใหญ่เพียงสองราย ซึ่งส่งผลให้การแข่งขันลดลง และเห็นได้จาก แพ็คเกจเน็ตมือถือและอินเทอร์เน็ตบ้านมีราคาใกล้เคียงกัน จนผู้บริโภคไม่มีทางเลือกและ กสทช. กลับลดมาตรการในการคุ้มครองผู้บริโภค
“เมื่อเกิดการผูกขาด ย่อมกระทบต่อผู้บริโภคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือมาตรการกำกับที่เข้มข้นจาก กสทช. แต่ที่ผ่านมาเราเห็น กสทช. ปรับลดมาตรการคุ้มครองผู้บริโภค” สารี กล่าว
สารี ระบุเพิ่มเติมว่า ระหว่างที่สภาผู้บริโภคเตรียมพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด จะมีการประสานงานกับเครือข่ายองค์กรสมาชิกของสภาผู้บริโภคกว่า 350 องค์กร ใน 58 จังหวัดทั่วประเทศ พร้อมกับชักชวนผู้บริโภคร่วมกันลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการสื่อสาร เช่น การเปลี่ยนไปใช้แพ็กเกจโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตที่มีราคาถูกลงของทุกเครือข่าย เฉลี่ยคนละ 100 – 200 บาทต่อเดือน พร้อมกันนี้ยังเสนอให้ กสทช. กำหนด เพดานราคาบริการพื้นฐาน ที่ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงได้ อาทิ บริการอินเทอร์เน็ตพื้นฐานหรือไวไฟ (Wi-Fi) ในราคาประมาณ 100 บาทต่อเดือน เพื่อสร้างหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานด้านการสื่อสารของคนไทย
ทั้งนี้ ทั้งสองเห็นตรงกันว่าการแพ้คดีในครั้งนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่เป็นจุดเริ่มต้นในการผลักดันการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในเชิงกฎหมายและเชิงนโยบาย
อ้างอิง สำนักงานศาลปกครอง สภาองค์กรของผู้บริโภค cover Google Maps
อ่านบทความและข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
ศาลปกครองกลางยกฟ้องคดีควบรวมทรู–ดีแทค ยืนยันมติ กสทช. ชอบด้วยกฎหมาย
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs




