แท็กซี่ไร้คนขับ สิงคโปร์ กำลังจะได้เริ่มใช้จริงเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้เตรียมนำยานพาหนะขับเคลื่อนด้วยตนเอง (Autonomous Vehicles AVs) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายขนส่งสาธารณะอย่างเป็นทางการ โดยคาดว่าจะเริ่มให้บริการผู้โดยสารในเขต Punggol ได้ตั้งแต่ต้นปี 2026
ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการทดสอบวิ่งซ้ำ ๆ อย่างเข้มข้นของผู้ให้บริการรถยนต์ไร้คนขับอย่าง Grab Shuttles ได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่เพิ่มขึ้นในการรับมือกับสภาพการจราจรที่เป็นเอกลักษณ์และมีความซับซ้อนของสิงคโปร์
ท้าทายด้วยถนนที่มีลักษณะเฉพาะ
การทดสอบของรถยนต์ไร้คนขับ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในสนามปิดอีกต่อไป แต่เป็นการเผชิญกับเงื่อนไขบนถนนสาธารณะจริงใน Punggol ทีมงานต้องมั่นใจว่ายานพาหนะสามารถจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่เหมือนใครของสิงคโปร์ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ เช่น
เขตโรงเรียน (School Zones):รถต้องปรับตัวเข้ากับรูปแบบการเดินของคนเดินเท้า โดยเฉพาะในเส้นทางที่ผ่านโรงเรียน ซึ่งจำเป็นต้องรองรับเหตุการณ์ที่เด็กอาจข้ามถนนหรือวิ่งตัดหน้ารถอย่างกะทันหัน
เขตห้ามหยุดรถสีเหลือง (Yellow Boxes) ระบบต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามกฎจราจรเฉพาะของสิงคโปร์ เช่น การระบุและหลีกเลี่ยงการหยุดรถในเขตห้ามหยุดสีเหลือง รวมถึงจัดการกับปัญหาจากรถยนต์ที่จอดอย่างผิดกฎหมาย
นับตั้งแต่เดือนตุลาคมเป็นต้นมา ได้มีการทดสอบยานพาหนะ AV ไปแล้วกว่า 100 ครั้ง และ Grab มีแผนที่จะเพิ่มจำนวนการทดสอบเป็นสี่เท่าภายในสิ้นปีนี้ เพื่อเร่งการรวบรวมข้อมูลและรับรองความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ก่อนเปิดให้บริการจริง
บทบาทสำคัญของผู้ควบคุมความปลอดภัยรถยนต์ไร้คนขับ
เบื้องหลังความสำเร็จของเทคโนโลยีนี้คือบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี ซึ่งก็คือ ผู้ควบคุมความปลอดภัย AV (AV Safety Operator) พวกเขามีบทบาทสำคัญในการรับประกันความปลอดภัยของผู้โดยสาร และเป็นฟันเฟืองหลักในการพัฒนาของระบบ
นาย Aman Raman หนึ่งในผู้เข้ารับการฝึกอบรมรุ่นบุกเบิกของ Grab ได้แบ่งปันประสบการณ์ว่า งานนี้เป็นงานที่ท้าทายมากกว่าการขับรถทั่วไปมาก
“แม้ว่ามันจะดูเรียบง่าย แต่สมาธิที่เราต้องมีนั้นสูงมาก เราจำเป็นต้องเข้าแทรกแซงการควบคุมรถได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์ใด ๆ ก็ตาม และในขณะเดียวกันเราก็ต้องปล่อยให้รถวิ่งด้วยตัวเอง ซึ่งเมื่อเทียบกับการขับรถของเราเองแล้ว มันแตกต่างกันมากและท้าทายกว่ามาก”
ผู้ควบคุมความปลอดภัยเหล่านี้ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เข้าควบคุมรถในยามฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังให้ข้อเสนอแนะที่ละเอียดอ่อน ซึ่งถูกนำไปใช้ในการปรับปรุงประสิทธิภาพของการขับขี่อย่างต่อเนื่อง
การปรับจูนและประสิทธิภาพที่เหนือกว่า
จากการทดสอบอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีการปรับปรุงประสิทธิภาพของยานพาหนะ AV ทั้ง 11 คัน โดยเฉพาะในด้านการเคลื่อนไหวที่นุ่มนวลและการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อม
การเลี้ยวและการหยุดที่ราบรื่น ยานพาหนะได้รับการปรับจูนให้สามารถเลี้ยวได้อย่างนุ่มนวลขึ้น และที่สำคัญคือต้องหยุดรถที่ทางม้าลายทุกแห่งอย่างเคร่งครัด
การเรียนรู้เงื่อนไขถนน รถยนต์ไร้คนขับกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพการจราจรในช่วงเวลาเร่งด่วนและช่วงเวลาปกติ รวมถึงการจัดการกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด เช่น รถที่จอดกีดขวางการจราจรอย่างผิดกฎหมาย
โอกาสในการสร้างงานในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
อุตสาหกรรมยานพาหนะขับเคลื่อนด้วยตนเองไม่ได้นำมาซึ่งความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังสร้างโอกาสในการทำงานใหม่ ๆ อีกมากมาย
Grab กล่าวว่าพวกเขามุ่งมั่นที่จะมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้และฝึกอบรมผู้ขับขี่ เพื่อรองรับตำแหน่งงานที่หลากหลายที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น ช่างเทคนิคภาคพื้นดิน (ground technicians) และ ผู้ประสานงานในพื้นที่ (site coordinators) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไร้คนขับ เป็นการเปลี่ยนผ่านที่รวมเอาบทบาทของมนุษย์เข้ากับการพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดการขนส่งสาธารณะที่ปลอดภัยและยั่งยืน
อ้างอิง Channel News Asia cover AsiaOne/Danial Zahrin
อ่านบทความและข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
แท็กซี่ไร้คนขับสิงคโปร์ เตรียมให้บริการเป็นประเทศแรกในอาเซียนต้นปี 2026
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
