ศาลฎีกาชี้ Bitcoin เป็นทรัพย์สิน! หลังมีคดีปล้นนักท่องเที่ยวบนเกาะสมุย บังคับโอน Bitcoin มูลค่าเกือบ 2 ล้านบาท จนศาลตัดสินจำคุกคนร้าย 10 ปี คำตัดสินครั้งนี้จะส่งผลต่อคนที่ถือคริปโทฯ นักลงทุน แพลตฟอร์มซื้อขาย และอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยอย่างไร?

Bitcoin หรือ BTC ไม่ได้มีตัวตนเป็นเหรียญหรือธนบัตรให้จับต้องได้ แต่สามารถมีมูลค่าหลายล้านบาท และโอนข้ามโลกได้ภายในเวลาไม่นาน คำถามที่ตามมาคือ หากมีคนบังคับให้เราโอน Bitcoin ให้เขา สิ่งที่เสียไปจะถือเป็นทรัพย์สินที่ถูกปล้นได้ตามกฎหมายหรือไม่?
คำถามนี้กลายเป็นประเด็นสำคัญในประเทศไทย เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 มีการเผยแพร่สรุปคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4929/2569 ซึ่งวินิจฉัยว่า Bitcoin ที่ผู้เสียหายถูกบังคับให้โอนมีราคาและสามารถถือเอาได้ จึงถือเป็นทรัพย์ในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ คำวินิจฉัยดังกล่าวเกิดขึ้นจากคดีปล้นทรัพย์บนเกาะสมุย ซึ่งมีการบังคับให้ผู้เสียหายโอน Bitcoin มูลค่าประมาณ 1.878 ล้านบาท
คำตัดสินนี้ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin กลายเป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แต่เป็นการยืนยันประเด็นสำคัญว่า แม้สินทรัพย์จะอยู่ในรูปข้อมูลดิจิทัล ก็ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่นอกเหนือการคุ้มครองของกฎหมายอาญาเสมอไป
จุดเริ่มต้นของคดี เมื่อ Bitcoin มูลค่าเกือบ 2 ล้านบาทถูกบังคับให้โอน
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายน 2565 บนเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เกิดเหตุที่นักท่องเที่ยวชายชาวรัสเซียและภรรยาถูกกลุ่มชายต่างชาติข่มขู่และทำร้าย โดยคดีมีจำเลยที่ถูกดำเนินคดีร่วมกับชายต่างชาติอีก 5 คน ตามรายละเอียดที่ปรากฏในรายงานข่าว
เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2565 ผู้เสียหายถูกข่มขู่จนต้องนำเงิน 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ ไปแลกเป็น Bitcoin จำนวน 2.480801 BTC ก่อนโอนเข้ากระเป๋าคริปโทเคอร์เรนซีที่เกี่ยวข้องกับคนร้าย มูลค่าของ Bitcoin จำนวนดังกล่าวในเวลานั้นคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,878,000 บาท
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงว่าผู้เสียหายสูญเสียเงินไปเท่าไร แต่อยู่ที่รูปแบบของทรัพย์ที่ถูกเอาไป เพราะสิ่งที่ถูกโอนไม่ใช่เงินสดหรือทรัพย์สินที่มีรูปร่าง แต่เป็น Bitcoin ซึ่งอยู่ในระบบอิเล็กทรอนิกส์
ในชั้นศาล จำเลยโต้แย้งในประเด็นว่า Bitcoin เป็นข้อมูลดิจิทัล ไม่มีรูปร่างและไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จึงไม่ควรถือเป็นทรัพย์ที่ถูกปล้นได้ อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า Bitcoin มีมูลค่าตามตลาด สามารถแลกเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ และบุคคลสามารถถือครองหรือโอนให้กันได้
ศาลจังหวัดเกาะสมุยพิพากษาลงโทษจำคุก 15 ปี ก่อนลดโทษหนึ่งในสามเหลือ 10 ปี เนื่องจากคำให้การของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน และศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ก็พิพากษายืนเช่นกัน พร้อมให้คืน Bitcoin จำนวนดังกล่าว หรือชดใช้มูลค่า 50,000 ดอลลาร์สหรัฐตามคำพิพากษา
คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า การบังคับให้ผู้อื่นโอนสินทรัพย์ดิจิทัลอาจนำไปสู่ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ได้ ไม่ใช่ว่าคนร้ายจะหลีกเลี่ยงความผิดได้เพียงเพราะทรัพย์นั้นไม่มีรูปร่างทางกายภาพ

Bitcoin เป็นทรัพย์สิน ไม่ได้แปลว่าเป็นเงินตามกฎหมาย
สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจคือ คำว่า “ทรัพย์สิน” กับ “เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
ในมุมของกฎหมาย การพิจารณาว่าสิ่งหนึ่งเป็นทรัพย์หรือไม่ อาจต้องพิจารณาว่าสิ่งนั้นมีมูลค่าและสามารถถือเอาได้หรือไม่ ส่วนการเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานะทางกฎหมายของเงินที่ใช้ชำระหนี้
Bitcoin อาจซื้อขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาทได้ และมีราคาที่ตลาดกำหนด แต่ไม่ได้ทำให้ Bitcoin มีสถานะเหมือนเงินบาทโดยอัตโนมัติ คำพิพากษาครั้งนี้จึงไม่ได้บังคับให้ร้านค้าทุกแห่งต้องรับ Bitcoin
ผลกระทบด้านกฎหมาย: คนร้ายอ้างว่าเป็นแค่ข้อมูลดิจิทัลได้ยากขึ้น
ผลกระทบที่เห็นได้ชัดที่สุดคือ การวางแนวทางพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin โดยเฉพาะกรณีปล้นทรัพย์หรือบังคับให้ผู้เสียหายโอนคริปโทเคอร์เรนซี
ก่อนหน้านี้ ลักษณะของสินทรัพย์ดิจิทัลทำให้เกิดคำถามว่า การโอนข้อมูลในระบบอิเล็กทรอนิกส์จะเข้าองค์ประกอบความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ได้อย่างไร แต่คำวินิจฉัยครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า การพิจารณาไม่ได้หยุดอยู่ที่ว่าสิ่งนั้นจับต้องได้หรือไม่ หากยังต้องดูมูลค่าทางเศรษฐกิจและลักษณะการถือครองด้วย
เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ แนวทางดังกล่าวย่อมมีความสำคัญต่อการพิจารณาคดีลักษณะใกล้เคียงกันในอนาคต อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความกว้างเกินไปว่า สินทรัพย์ดิจิทัลทุกชนิดจะได้รับการจัดประเภททางกฎหมายเหมือนกันทั้งหมด เพราะรายละเอียดของสินทรัพย์และข้อเท็จจริงในแต่ละคดียังมีความสำคัญ
อีกประเด็นที่น่าจับตาคือ คดีเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีอาจมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งการติดตามธุรกรรม การพิสูจน์ว่ากระเป๋าเงินใดเกี่ยวข้องกับผู้กระทำผิด การประเมินมูลค่าความเสียหาย และการนำหลักฐานจากระบบบล็อกเชนมาใช้ในกระบวนการยุติธรรม
กล่าวได้ว่า คำพิพากษานี้เป็นหมุดหมายสำคัญของการนำกฎหมายที่มีอยู่มาปรับใช้กับทรัพย์สินรูปแบบใหม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับคริปโทเคอร์เรนซีได้รับคำตอบแล้ว
ผลกระทบต่อผู้ลงทุน: Bitcoin ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขในหน้าจอ
สำหรับคนที่ถือ Bitcoin อยู่ คำพิพากษานี้มีความหมายในแง่การยืนยันว่า สินทรัพย์ที่ถือครองในรูปดิจิทัลสามารถมีมูลค่าที่กฎหมายให้ความคุ้มครองได้ แม้จะไม่มีเหรียญจริงอยู่ในมือก็ตาม
ลองนึกภาพว่ามีคนขโมยโทรศัพท์มือถือของเราไป เราอาจสูญเสียอุปกรณ์ที่มีมูลค่า แต่หากคนร้ายบังคับให้เราเปิดแอปกระเป๋าคริปโทฯ แล้วโอน Bitcoin ออกไป ความเสียหายก็ไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเครื่องโทรศัพท์ แต่ยังเกิดกับสินทรัพย์ที่เราถือครองอยู่ด้วย
การยอมรับว่า Bitcoin เป็นทรัพย์ในคดีนี้ช่วยตอกย้ำว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ได้ ผู้เสียหายจึงไม่ควรถูกปฏิเสธความคุ้มครองเพียงเพราะสิ่งที่สูญเสียไปอยู่ในรูปข้อมูลดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม ผู้ลงทุนยังต้องเข้าใจว่าการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไม่ได้รับประกันว่าจะได้เงินหรือ Bitcoin คืนครบทุกกรณี การติดตามทรัพย์ที่ถูกโอนผ่านหลายกระเป๋า การระบุตัวผู้รับ และการบังคับตามคำพิพากษายังคงเป็นเรื่องท้าทาย
นอกจากนี้ คำตัดสินไม่ได้ทำให้ราคาของ Bitcoin มีเสถียรภาพมากขึ้น ไม่ได้ลดความเสี่ยงจากการลงทุน และไม่ได้รับประกันผลตอบแทน ผู้ถือครองยังต้องรับความเสี่ยงจากราคาที่ผันผวนและการสูญเสียสินทรัพย์จากการถูกโจมตีหรือหลอกลวงเช่นเดิม
ผลกระทบต่อแพลตฟอร์มคริปโทฯ: การรักษาความปลอดภัยและหลักฐานสำคัญขึ้น
อีกกลุ่มที่ควรจับตาคือผู้ให้บริการแพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ผู้ให้บริการกระเป๋าเงิน และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับคริปโทเคอร์เรนซี
เมื่อ Bitcoin ถูกมองว่าเป็นทรัพย์ที่มีมูลค่าและอาจเป็นวัตถุแห่งความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ได้ การรักษาความปลอดภัยของบัญชีและการจัดเก็บหลักฐานธุรกรรมยิ่งมีความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประวัติการโอน ข้อมูลเวลาและจำนวนสินทรัพย์ที่ส่งออก ตลอดจนข้อมูลที่อาจช่วยเชื่อมโยงธุรกรรมกับบุคคลที่เกี่ยวข้อง
ในทางปฏิบัติ หากเกิดเหตุผู้ใช้ถูกบังคับให้โอน Bitcoin หลักฐานจากบล็อกเชนอาจช่วยยืนยันได้ว่าสินทรัพย์จำนวนเท่าใดถูกส่งไปยังที่อยู่ใด แต่การระบุเจ้าของกระเป๋าปลายทางไม่ได้ทำได้โดยอัตโนมัติในทุกกรณี เพราะธุรกรรมบนบล็อกเชนไม่ได้แสดงชื่อจริงของเจ้าของกระเป๋าโดยตรง
สำหรับผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม สิ่งที่ควรให้ความสำคัญจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การป้องกันการแฮ็ก แต่ยังรวมถึงกระบวนการรับแจ้งเหตุ การเก็บรักษาหลักฐาน และการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามกฎหมายด้วย
ทั้งนี้ คำพิพากษาไม่ได้สร้างหน้าที่ใหม่ให้ผู้ให้บริการทุกแห่งโดยอัตโนมัติ และไม่ได้หมายความว่าทุกแพลตฟอร์มจะต้องชดใช้ความเสียหายหากผู้ใช้ถูกหลอกหรือถูกบังคับโอน การพิจารณาความรับผิดของแต่ละฝ่ายยังต้องอาศัยข้อเท็จจริงและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบต่ออาชญากรรมไซเบอร์: โอนคริปโทฯ แล้วไม่ได้แปลว่าจะตามไม่เจอ
หลายคนอาจเข้าใจว่าการโอน Bitcoin ทำให้คนร้ายสามารถซ่อนตัวได้ง่าย เพราะไม่จำเป็นต้องใช้บัญชีธนาคารแบบดั้งเดิม แต่ในความเป็นจริง ธุรกรรมบนบล็อกเชนสาธารณะอย่าง Bitcoin สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ในระดับหนึ่ง โดยข้อมูลธุรกรรมและจำนวนสินทรัพย์ที่โอนจะถูกบันทึกไว้ในเครือข่าย
อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมไม่ได้หมายความว่าจะรู้ตัวบุคคลที่อยู่เบื้องหลังได้ทันที คนร้ายอาจใช้หลายกระเป๋าเงิน บริการแลกเปลี่ยน หรือวิธีอื่นเพื่อทำให้การสืบสวนซับซ้อนขึ้น
คำพิพากษาครั้งนี้จึงมีความสำคัญในแง่ที่ว่า การโอน Bitcoin ภายใต้การข่มขู่ไม่ได้ทำให้การกระทำดังกล่าวหลุดพ้นจากความผิดเกี่ยวกับทรัพย์เพียงเพราะไม่มีการส่งมอบเงินสด แต่การติดตามและเรียกคืนสินทรัพย์ยังต้องอาศัยการสืบสวนและหลักฐานที่เพียงพอ
สำหรับประชาชน สิ่งที่ควรทำคือรักษาความปลอดภัยของอุปกรณ์และกระเป๋าเงินดิจิทัล ไม่เปิดเผยข้อมูลสำคัญ และหากถูกข่มขู่หรือถูกบังคับให้โอนสินทรัพย์ ควรให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของชีวิตเป็นอันดับแรก จากนั้นเก็บหลักฐานเท่าที่ทำได้โดยไม่เสี่ยงอันตรายเพิ่มเติม และแจ้งเจ้าหน้าที่โดยเร็ว
คำตัดสินนี้จะเปลี่ยนอนาคตของคริปโทฯ ในไทยหรือไม่?
คำพิพากษาศาลฎีกาครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจสถานะทางกฎหมายของสินทรัพย์ดิจิทัลในมิติที่ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดคดีที่มีผู้เสียหายสูญเสียสินทรัพย์จากการปล้น การข่มขู่ หรือการบังคับโอน
แต่ผลกระทบในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับว่าศาลจะนำหลักการเดียวกันไปปรับใช้กับคดีอื่นอย่างไร รวมถึงการตีความสินทรัพย์ประเภทอื่นที่มีคุณสมบัติแตกต่างจาก Bitcoin เช่น โทเคนดิจิทัลบางประเภท หรือสินทรัพย์ที่มีข้อจำกัดด้านการโอนและการถือครอง
สิ่งสำคัญคือ คำตัดสินนี้ไม่ใช่การประกาศให้ Bitcoin เป็นเงินที่ใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ไม่ได้ทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลทุกประเภทมีสถานะเหมือนกัน และไม่ได้หมายความว่าการซื้อขายคริปโทฯ จะปราศจากความเสี่ยง
สิ่งที่คำพิพากษาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ โลกดิจิทัลไม่ได้แยกขาดจากโลกกฎหมายอีกต่อไป เมื่อข้อมูลดิจิทัลมีมูลค่าทางเศรษฐกิจและสามารถถือครองหรือโอนให้กันได้ การกระทำที่ทำให้ผู้อื่นสูญเสียสินทรัพย์เหล่านั้นก็อาจต้องรับผิดตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
ท้ายที่สุด Bitcoin อาจไม่ใช่เงินที่ทุกคนต้องรับชำระ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทรัพย์ที่ใครจะมาขโมยหรือบังคับโอนไปได้โดยไม่มีความผิด และนี่คือสาระสำคัญที่สุดของคำพิพากษาครั้งนี้
อ้างอิง facebook.com/pr.coj cover iT24Hrs
และข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
ศาลฎีกาชี้ Bitcoin เป็นทรัพย์สิน แล้วจะมีผลกระทบอะไรบ้าง?
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 080234502




