5 ความเชื่อไอที “จริงหรือมั่ว?” ข้อมูลมากมายที่ถูกแชร์ต่อๆ กัน บางทีเราก็แยกไม่ออกว่าอันไหนคือเรื่องจริง อันไหนคือเรื่องมั่ว!
ไขข้อข้องใจ 5 ความเชื่อบนโลกไอที ปัญหาเทคฯ เหล่านี้จริงหรือมั่ว?
ในปัจจุบัน ข้อมูลด้านเทคโนโลยีมีทั้งข้อเท็จจริงและข้อมูลที่คลาดเคลื่อนปะปนกันอย่างมาก จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้ใช้งานต้องทำความเข้าใจกลไกที่ถูกต้องเพื่อประสิทธิภาพในการใช้งาน
แว่นกรองแสงสีฟ้าช่วยถนอมสายตาจริงหรือไม่?
ในปัจจุบัน มีกระแสความกังวลว่าแสงสีฟ้าที่แผ่ออกมาจากหน้าจออุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ ส่งผลเสียต่อดวงตาหรือเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะ ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว แสงสีฟ้าส่งผลกระทบต่อสุขภาพจริง อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของผลกระทบนั้นจะแตกต่างกันไปตามความไวต่อสิ่งเร้า (Sensitivity) ของบุคคล
คุณลักษณะและบทบาทของแสงสีฟ้า
แสงสีฟ้ามีช่วงความยาวคลื่นอยู่ระหว่างประมาณ 380 – 500 นาโนเมตร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสเปกตรัมแสงที่ปรากฏในธรรมชาติ
โดยปกติแล้ว แสงสีฟ้ามีบทบาทสำคัญต่อร่างกายมนุษย์ในด้านต่าง ๆ ดังนี้:
- การควบคุมนาฬิกาชีวิต: ช่วยกำกับวงจรการหลับและการตื่น (Sleep-Wake Cycles) ให้เป็นปกติ
- การกระตุ้นการรับรู้: ช่วยเพิ่มความตื่นตัวและสมาธิในระหว่างวัน
อย่างไรก็ตาม การได้รับแสงสีฟ้าสังเคราะห์จากหน้าจออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในปริมาณที่มากเกินไป หรือการใช้งานในช่วงเวลากลางคืน อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพดวงตาและรบกวนระบบการทำงานของร่างกายได้เช่นกัน
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรับแสงสีฟ้าเกินขนาด
การได้รับแสงสีฟ้าในปริมาณที่มากเกินความจำเป็น อาจส่งผลต่อสุขภาพดวงตาและร่างกายในหลายด้าน ดังนี้:
- อาการตาล้า (Digital Eye Strain): เนื่องจากแสงสีฟ้ามีการกระจายตัวสูงกว่าแสงในช่วงความยาวคลื่นอื่น ส่งผลให้ดวงตาต้องใช้ความพยายามในการโฟกัสมากขึ้น หากมีการใช้งานหน้าจอเป็นระยะเวลานาน จะนำไปสู่ภาวะดวงตาทำงานหนักเกินความจำเป็นจนเกิดความเมื่อยล้า
- ความผิดปกติของวงจรการนอนหลับ: การรับแสงสีฟ้าในช่วงเวลากลางคืนจะเข้าไปยับยั้งการหลั่ง ฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมการนอนหลับ ส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะหลับยากหรือคุณภาพการนอนลดลง
- ผลกระทบในระยะยาว: มีข้อสันนิษฐานทางการแพทย์ว่าการรับแสงสีฟ้าต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เซลล์บริเวณจอประสาทตาเกิดความเสื่อมสภาพเร็วกว่าปกติ
แนวทางการป้องกันและถนอมสายตา
แม้การสวมแว่นกรองแสงสีฟ้าจะเป็นทางเลือกหนึ่ง แต่ยังมีวิธีปฏิบัติอื่น ๆ ที่ช่วยปกป้องดวงตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนี้:
- การปฏิบัติตามกฎ 20-20-20
- เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อดวงตา ควรหยุดพักสายตาจากการมองหน้าจอทุก ๆ 20 นาที โดยมองไปยังวัตถุที่อยู่ห่างออกไปอย่างน้อย 20 ฟุต (ประมาณ 6 เมตร) เป็นเวลาอย่างน้อย 20 วินาที
- การปรับตั้งค่าอุปกรณ์ดิจิทัล
- ระดับความสว่าง: ปรับความสว่างหน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมเพื่อไม่ให้ดวงตาทำงานหนักเกินไป
- ซอฟต์แวร์ช่วยกรองแสง: เปิดใช้งานโหมดตัดแสงสีฟ้า (Blue Light Filter) หรือ Night Mode ซึ่งเป็นฟีเจอร์มาตรฐานในอุปกรณ์รุ่นปัจจุบัน เพื่อลดการแผ่รังสีของแสงสีฟ้า
- การจัดสภาพแวดล้อมในการทำงาน
- จัดตำแหน่งหน้าจอให้ขอบบนของจอภาพอยู่ในระดับสายตา
- ปรับสภาพแสงในห้องให้เพียงพอเพื่อลดแสงสะท้อน (Glare) จากหน้าจอ และหลีกเลี่ยงการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลในที่มืด
- การรักษาสุขอนามัยของดวงตา
- ในขณะใช้งานหน้าจอ อัตราการกะพริบตาของมนุษย์จะลดลงโดยไม่รู้ตัว ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะตาแห้ง (Dry Eye) ดังนั้น ควรหมั่นกะพริบตาให้บ่อยขึ้นเพื่อรักษาความชุ่มชื้นของผิวลูกตา
การใช้ “Digital Zoom” แล้วทำให้ภาพไม่ชัด?
การซูมแบบดิจิทัล (Digital Zoom) มักส่งผลให้ความคมชัดลดลงอย่างมาก เนื่องจากเป็นกระบวนการซอฟต์แวร์ที่ใช้วิธีการตัดภาพหรือครอปภาพแล้วนำมาขยายให้ใหญ่ขึ้น ทำให้สูญเสียรายละเอียดและภาพแตก ซึ่งแตกต่างจากการซูมแบบออปติคัล (Optical Zoom) ที่เป็นการใช้กลไกทางกายภาพของชุดเลนส์ขยายภาพจริงโดยไม่เสียคุณภาพ
การใช้ซูมดิจิทัลให้ได้ภาพที่มีคุณภาพ
- การใช้ซูมดิจิทัล (Digital Zoom) ในระดับต่ำหรือการขยายภาพเพียงเล็กน้อย จะส่งผลกระทบต่อรายละเอียดของภาพไม่มากนัก เนื่องจากการตัดส่วนของภาพ (Crop) เกิดขึ้นเพียงบางส่วน
- ในสภาวะที่มีแสงสว่างเพียงพอ ร่วมกับการรักษาความนิ่งของอุปกรณ์ขณะถ่ายทำ จะช่วยลดความเบลอและสัญญาณรบกวน (Noise) ที่เกิดจากการซูมดิจิทัลให้เหลือน้อยที่สุด ส่งผลให้ภาพยังคงความคมชัดและมีคุณภาพที่ดี อย่างไรก็ตาม หากเป็นการถ่ายภาพในสภาวะแสงน้อย อาจส่งผลให้คุณภาพของภาพลดลงและเกิดจุดรบกวนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
- สำหรับกล้องหรือสมาร์ทโฟนบางรุ่นที่ใช้เซนเซอร์ความละเอียดสูง แม้จะใช้การซูมแบบดิจิทัลในการตัดส่วนภาพ แต่ยังคงมีจำนวนพิกเซลที่เพียงพอต่อการรักษาความละเอียดของภาพไว้ได้ ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวมักพบในอุปกรณ์ระดับสูงที่มีราคาสูง
- นอกจากนี้ อุปกรณ์บางรุ่นยังมีการนำเทคโนโลยี ไฮบริดซูม (Hybrid Zoom) หรือ ซูเปอร์เรสซูม (Super-Res Zoom) มาประยุกต์ใช้ โดยเป็นการผสานการทำงานระหว่างการซูมมาตรฐานเข้ากับการซูมดิจิทัล แล้วใช้ซอฟต์แวร์หรือ AI ในการประมวลผลเพิ่มเติม เพื่อยกระดับคุณภาพของภาพให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”
Defrag Hard Drive ทำให้คอมเร็วขึ้น
สำหรับการดูแลรักษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน (Harddisk) การทำ Defragmentation หรือ Defrag เป็นวิธีการที่ช่วยให้เครื่องเร็วขึ้นจริง
หลักการทำงานของฮาร์ดดิสก์ (Hard Disk Drive)
กลไกการทำงานพื้นฐานของฮาร์ดดิสก์ ซึ่งเป็นอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลที่อาศัยการทำงานของ จานแม่เหล็ก (Platters) และ หัวอ่าน-เขียน (Read/Write Head) โดยพื้นที่บนจานหมุนจะถูกแบ่งสัดส่วนออกเป็น Track และ Sector เพื่อใช้ในการจัดระเบียบและจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ
ประสิทธิภาพในการเข้าถึงข้อมูล (Access Time) ของฮาร์ดดิสก์นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลัก 2 ประการ ได้แก่:
- Seek Time: ระยะเวลาที่หัวอ่าน-เขียนใช้ในการเคลื่อนที่ไปยัง Track ที่ระบุ
- Rotational Latency: ระยะเวลาที่รอให้จานแม่เหล็กหมุนตำแหน่ง Sector ที่ต้องการมาอยู่ตรงกับตำแหน่งของหัวอ่าน
สาเหตุของการเกิดข้อมูลกระจัดกระจาย (Fragmentation)
ในระหว่างการใช้งานคอมพิวเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกหรือลบไฟล์ ข้อมูลมักจะไม่ได้ถูกจัดเก็บเรียงต่อกันเสมอไป เมื่อมีการบันทึกไฟล์ขนาดใหญ่ลงในฮาร์ดดิสก์ที่มีพื้นที่ว่างไม่ต่อเนื่องกัน ระบบจำเป็นต้องแบ่งไฟล์ออกเป็นส่วนย่อย ๆ (Fragments) เพื่อนำไปจัดเก็บลงในช่องว่างที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายตามจุดต่าง ๆ บนจานแม่เหล็ก
ปรากฏการณ์นี้ส่งผลโดยตรงต่อความเร็วของระบบ เนื่องจากเมื่อมีการเรียกใช้งานไฟล์ดังกล่าว หัวอ่าน-เขียนจะต้องเคลื่อนที่สลับไปมาระหว่าง Track และ Sector ต่าง ๆ เพื่อรวบรวมชิ้นส่วนของไฟล์ให้ครบถ้วน การเคลื่อนที่ซ้ำซ้อนของทั้งหัวอ่านและจานหมุนนี้เองที่เป็นสาเหตุให้การประมวลผลข้อมูลล่าช้าลง
กระบวนการจัดเรียงข้อมูล (Defragmentation)
การทำ Defragmentation หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่าการ Defrag คือกระบวนการที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาข้อมูลกระจัดกระจายโดยเฉพาะ โดยมีกลไกสำคัญดังนี้:
- การจัดระเบียบพื้นที่จัดเก็บ: ระบบจะดำเนินการรวบรวมชิ้นส่วนข้อมูลย่อย ๆ ของไฟล์เดียวกันที่เคยกระจัดกระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ บนฮาร์ดดิสก์ ให้นำมาจัดเรียงใหม่ในพื้นที่ที่ต่อเนื่องกัน (Contiguous space)
- การเพิ่มประสิทธิภาพการเข้าถึงข้อมูล: เมื่อไฟล์ถูกจัดเก็บเป็นกลุ่มก้อนอย่างเป็นระเบียบ หัวอ่าน-เขียนจะสามารถอ่านข้อมูลทั้งหมดได้จากการเคลื่อนที่เพียงครั้งเดียว แทนการเคลื่อนย้ายสลับไปมาระหว่าง Track หรือ Sector ที่อยู่ห่างกัน
ผลลัพธ์จากการทำ Defrag
การลดระยะการเคลื่อนไหวของกลไกภายในฮาร์ดดิสก์ ไม่เพียงแต่จะช่วยลดระยะเวลารอคอย (Latency) และทำให้การเข้าถึงข้อมูลรวดเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยลดการสึกหรอของอุปกรณ์ ส่งผลให้ระบบโดยรวมทำงานได้อย่างมีเสถียรภาพและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้ใช้งานหน่วยความจำแบบ SSD
สำหรับผู้ใช้งานที่เปลี่ยนมาใช้หน่วยความจำแบบ SSD (Solid State Drive) จะมีความสะดวกในการดูแลรักษามากกว่า เนื่องจากไม่จำเป็นต้องทำกระบวนการ Defragmentation และที่สำคัญคือ ไม่ควรดำเนินการดังกล่าวโดยเด็ดขาด เหตุผลสำคัญคือ SSD มีกลไกการทำงานที่แตกต่างจากฮาร์ดดิสก์แบบจานหมุน (HDD) โดยสิ้นเชิง ดังนี้:
กลไกการเข้าถึงข้อมูล: SSD ไม่มีหัวอ่านและจานหมุน แต่ใช้การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบ Flash Memory ซึ่งสามารถเข้าถึงตำแหน่งข้อมูลใดก็ได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วเท่ากัน (Direct Access) ไม่ว่าข้อมูลจะถูกจัดเก็บต่อเนื่องกันหรือไม่ก็ตาม
อายุการใช้งาน: การทำ Defrag จะส่งผลให้เกิดการเขียนและลบข้อมูลบน SSD ซ้ำ ๆ โดยไม่จำเป็น ซึ่งอาจทำให้อายุการใช้งานของหน่วยความจำสั้นลงเร็วขึ้น
ข้อมูลที่ลบออกจาก Cloud หายไปถาวรจริงหรือไม่?
หลายท่านอาจสงสัยว่า หากเราดำเนินการลบไฟล์ข้อมูลที่จัดเก็บบนระบบคลาวด์ ไฟล์เหล่านั้นจะถูกกำจัดทิ้งอย่างถาวรทันทีหรือไม่?
โดยทั่วไปแล้ว ระบบการทำงานของคลาวด์สโตเรจส่วนใหญ่จะมีกลไกการรักษาข้อมูลดังนี้:
- ระยะพักข้อมูลในถังขยะ (Recycle Bin/Trash): เมื่อมีการสั่งลบไฟล์ ระบบจะย้ายไฟล์ดังกล่าวไปยังถังขยะส่วนกลาง โดยส่วนใหญ่จะมีการสำรองข้อมูลไว้เป็นเวลา 30 วัน เพื่อป้องกันกรณีที่ผู้ใช้ลบข้อมูลผิดพลาด หรือต้องการกู้คืนไฟล์ในภายหลัง หลังจากครบกำหนดระบบจึงจะดำเนินการลบแบบอัตโนมัติ
- ระยะเวลาการกู้คืนหลังการลบถาวร: แม้ในกรณีที่ผู้ใช้สั่งลบข้อมูลจากถังขยะ หรือระบบลบออกโดยอัตโนมัติเมื่อครบกำหนด 30 วันแล้ว ข้อมูลบางส่วนอาจยังไม่ถูกกำจัดไปอย่างสมบูรณ์ในทันที ตัวอย่างเช่น บริการของ Google Drive จะมีช่วงเวลาพิเศษเพิ่มเติมอีกประมาณ 25 วัน ที่ผู้ใช้สามารถทำเรื่องประสานงานเพื่อขอกู้คืนไฟล์บางประเภทกลับมาได้ผ่านทีมสนับสนุน
- การลบข้อมูลอย่างถาวร: หากพ้นจากระยะเวลาผ่อนผันข้างต้นทั้งหมดแล้ว ข้อมูลดังกล่าวจะถูกลบออกจากเซิร์ฟเวอร์หลักอย่างถาวร และจะไม่สามารถเรียกคืนได้อีกต่อไป
ถุงมือสำหรับหน้าจอสัมผัสใช้ได้จริงหรือไม่?
สำหรับกลุ่มผู้ใช้งานที่จำเป็นต้องสวมใส่ถุงมือเป็นประจำ เช่น ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง หรือไรเดอร์ มักประสบปัญหาความไม่สะดวกในการสั่งการหน้าจอสมาร์ทโฟน เนื่องจากหน้าจอไม่ตอบสนองต่อการสัมผัสผ่านถุงมือทั่วไป
ในปัจจุบันได้มีการพัฒนา ถุงมือสำหรับหน้าจอสัมผัส (Touchscreen Gloves) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ทุกท่านสงสัยหรือไม่ครับว่า อุปกรณ์ชนิดนี้มีหลักการทำงานอย่างไร และแตกต่างจากถุงมือปกติอย่างไร?
- หลักการของหน้าจอสัมผัสแบบ Capacitive: หน้าจอสมาร์ทโฟนส่วนใหญ่ในปัจจุบันใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Capacitive Touchscreen ซึ่งทำงานโดยอาศัยการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของ ประจุไฟฟ้าสถิต (Electrostatic Charge) บนพื้นผิว เมื่อนิ้วมือของมนุษย์ซึ่งเป็นตัวนำไฟฟ้าสัมผัสลงบนหน้าจอ จะทำให้เกิดการถ่ายเทประจุและระบุตำแหน่งการสัมผัสได้อย่างแม่นยำ
- ข้อจำกัดของถุงมือทั่วไป: ถุงมือที่ผลิตจากวัสดุประเภทผ้าหนาหรือหนัง มีคุณสมบัติเป็น ฉนวนไฟฟ้า (Insulator) ซึ่งจะปิดกั้นการส่งผ่านประจุไฟฟ้าระหว่างนิ้วมือกับหน้าจอ ส่งผลให้อุปกรณ์ไม่สามารถรับรู้ถึงแรงกดหรือตำแหน่งสัมผัสได้
- นวัตกรรมเส้นใยนำไฟฟ้าในถุงมือ Touchscreen: ถุงมือประเภทนี้จะมีการทอหรือฝัง เส้นใยนำไฟฟ้า (Conductive Thread) เช่น เส้นใยเงิน (Silver) หรือทองแดง (Copper) ไว้บริเวณปลายนิ้ว เส้นใยเหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการส่งผ่านประจุไฟฟ้าจากร่างกายไปยังหน้าจอสมาร์ทโฟนโดยตรง ทำให้ผู้ใช้งานสามารถสั่งการหน้าจอได้เสมือนการสัมผัสด้วยนิ้วมือเปล่า โดยไม่ต้องถอดถุงมือออก
ชมรายการ Digital Thailand ตอน “ 5 ความเชื่อไอที “จริงหรือมั่ว?” แว่นกรองแสงสีฟ้า, Defrag คอม และการลบรูปบน Cloud ” ได้ที่รายการย้อนหลังตอนนี้เลย
https://it24hrs.com/2025/5-things-technology-true-or-false/
ออกอากาศวันเสาร์ที่ 13 ธันวาคม 2568
ในรายการ Digital Thailand ทุกวันเสาร์ ทางช่อง 3 กด 33 เวลา 4.40-5.05 น.
ยังมีบทความที่น่าสนใจ
Supply Chain Attack คืออะไร? รูปแบบใหม่ของภัยไซเบอร์ผ่าน email
อย่าลืมกดติดตามอัปเดตข่าวสาร เทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 0802345023