Digital Privacy ข้อมูลส่วนตัวหลุด ทุกการคลิก ทุกการค้นหาบนโลกออนไลน์ หรือแม้แต่ประโยคที่คุณแชตคุยกับ AI ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ได้ “เก็บไว้เฉยๆ” แต่มันกำลังถูกนำไปใช้ในแบบที่คุณอาจคาดไม่ถึง!
ปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนส่วนใหญ่ผูกติดกับโลกออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ การรับชมสื่อมัลติมีเดีย หรือการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ทุกการเคลื่อนไหวตั้งแต่ประวัติการเยี่ยมชมไปจนถึงพฤติกรรมการคลิกล้วนถูกบันทึกไว้โดยแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อวัตถุประสงค์ที่มากกว่าการให้บริการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ผู้ใช้งานมีการป้อนข้อมูลและเอกสารสำคัญเข้าสู่ระบบอยู่เป็นประจำ นำมาซึ่งคำถามสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยและขอบเขตการหลุดรอดของข้อมูลส่วนบุคคลสู่ภายนอก
การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ประโยชน์โดยแพลตฟอร์มออนไลน์
ข้อมูลที่ผู้ใช้งานกรอกเข้าระบบหรือแสดงออกผ่านพฤติกรรม เช่น การกดถูกใจ ถูกนำไปวิเคราะห์เพื่อวัตถุประสงค์หลัก
- การวิเคราะห์พฤติกรรมเพื่อการพาณิชย์: แพลตฟอร์มจะเก็บข้อมูลการค้นหาและพฤติกรรมการเลือกสินค้า เพื่อพยากรณ์ความต้องการและนำเสนอโฆษณาแบบระบุเป้าหมาย (Targeted Advertising) ได้อย่างแม่นยำ
- ปรากฏการณ์ Filter Bubble และ Echo Chamber: อัลกอริทึมถูกออกแบบมาเพื่อรักษาเวลาของผู้ใช้งานให้อยู่กับแพลตฟอร์มนานที่สุด โดยการคัดกรองเนื้อหา (Filter Bubble) ให้เห็นเฉพาะสิ่งที่ตรงกับความชอบและความเชื่อเดิม นำไปสู่สภาวะ “ห้องแห่งเสียงสะท้อน” (Echo Chamber) ที่ผู้ใช้งานได้รับเพียงข้อมูลด้านเดียว จนเกิดความเชื่อมั่นว่าความคิดของตนถูกต้องที่สุดและลดความสามารถในการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ซึ่งส่งผลกระทบต่อมิติทางการเมืองและสังคม
- การขยายผลข้อมูลสู่ Big Data และ Data Broker: ข้อมูลมหาศาลถูกนำไปฝึกฝน AI หรือระบุตำแหน่งผ่านเลข IP ที่น่ากังวลคือการส่งต่อข้อมูลไปยัง “นายหน้าค้าข้อมูล” (Data Broker) เพื่อซื้อขายโปรไฟล์ผู้ใช้งานในฐานะสินค้า เพื่อนำไปใช้ควบคุมพฤติกรรมหรือปั่นหัวผู้บริโภคในรูปแบบต่างๆ
ความสำคัญของความเป็นส่วนตัวทางดิจิทัล (Digital Privacy)
“ตัวตนดิจิทัล (Digital Identity)” คือการรวมกันของชื่อ เบอร์โทรศัพท์ และพฤติกรรมออนไลน์ ซึ่งถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่เจ้าของต้องควบคุมได้
จากนิยามของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ระบุว่า Digital Privacy คือสิทธิในการควบคุมการเข้าถึง การใช้ หรือการแชร์ข้อมูล หากขาดการควบคุม อาจเกิด Mosaic effect คือการนำข้อมูลชิ้นเล็กๆ ที่กระจายอยู่มาประกอบกันจนสามารถระบุตัวตนและสร้างโปรไฟล์พฤติกรรมของผู้ใช้งานได้
ผลกระทบจากการละเมิดความเป็นส่วนตัว:
- การติดตามโดยไม่ได้รับอนุญาต: การใช้คุกกี้และพิกัดเพื่อวิเคราะห์ราคาที่พักหรือสินค้าให้สูงขึ้นตามพฤติกรรมการจ่าย หรือใช้ปฏิเสธการอนุมัติสินเชื่อและประกันภัย
- อาชญากรรมไซเบอร์: การนำข้อมูลส่วนบุคคลไปใช้ในการทำ Phishing ผ่าน SMS เพื่อหลอกให้โอนเงิน หรือการสร้างบัญชีปลอม (Impersonation) เพื่อสวมรอยกระทำความผิดในชื่อของเหยื่อ
กลไกการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของ AI
เครื่องมือ AI อาทิ ChatGPT หรือ Gemini มีการบันทึกประวัติการสนทนาและไฟล์ที่อัปโหลดเพื่อใช้ในการพัฒนาระบบและปรับปรุงโมเดล ปัจจุบันพบกรณีการจัดเก็บข้อมูลที่ละเมิดความเป็นส่วนตัวในระดับสากล เช่น
- กรณี Clearview AI: ถูกปรับในหลายประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์ถูกปรับ 30.5 ล้านยูโร จากการรวบรวมรูปภาพใบหน้าจากโซเชียลมีเดียหลายพันล้านรูปเพื่อสร้างระบบจดจำใบหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต และยังมีบทลงโทษในอีกหลายประเทศเช่น อิตาลี, กรีซ และ สหราชอาณาจักร
- กรณี Otter.ai: เผชิญการฟ้องร้องในสหรัฐฯ เรื่องการบันทึกการสนทนาส่วนตัวผ่านแพลตฟอร์มประชุมออนไลน์เพื่อนำไปฝึกฝน AI แม้ทางบริษัทจะปฏิเสธและอ้างว่ามีการทำข้อมูลให้ไม่ระบุตัวตนแล้วก็ตาม
- การสร้างความไว้วางใจลวง (False Sense of Security): งานวิจัยชี้ว่า AI ที่ถูกออกแบบให้มีลักษณะเป็นมิตรอาจโน้มน้าวให้ผู้ใช้งานยอมเปิดเผยข้อมูลละเอียดอ่อน เช่น สถานะทางการเงินหรือสุขภาพ โดยไม่ทันระวังตัว
- ความเสี่ยงจากการใช้งาน: ข้อมูลหรือเอกสารความลับ (Confidential) ที่ส่งให้ AI อาจถูกนำไปประมวลผลเป็นคำตอบให้กับบุคคลภายนอกได้ เนื่องจาก AI ไม่สามารถแยกแยะขอบเขตของข้อมูลที่ห้ามเผยแพร่หากถูกนำไปเทรนโมเดลแล้ว
แนวทางการใช้ AI เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหล
ผู้ใช้งานสามารถลดความเสี่ยงได้ตามแนวทางของแต่ละแพลตฟอร์ม ดังนี้:
- ChatGPT: ข้อมูลที่ส่งไปแล้วไม่สามารถลบออกจากระบบพัฒนาได้ทันที แต่สามารถป้องกันในอนาคตได้โดยการปิดฟีเจอร์ “Chat History & Training” ในส่วนการควบคุมข้อมูล (Data Controls)
- Gemini: สามารถปิดการบันทึกกิจกรรมได้ที่เมนู “กิจกรรม (Activity)” เพื่อไม่ให้ระบบนำข้อมูลไปปรับปรุงโมเดล แต่จะมีข้อจำกัดคือระบบจะไม่จดจำบริบทการสนทนาเดิม
- การเลือกใช้บัญชีองค์กร: การใช้งานผ่าน Google Workspace หรือ ChatGPT Enterprise/Team จะมีนโยบายความปลอดภัยที่สูงกว่าและระบุว่าไม่นำข้อมูลไปเทรนโมเดล อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้งานยังคงต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด
สรุป
สุดท้ายนี้ “กฎเหล็ก” ที่สำคัญที่สุดท่ามกลางความสะดวกสบายของเทคโนโลยี คือการตระหนักว่าข้อมูลที่ถูกส่งเข้าสู่ระบบ AI ไปแล้วนั้นยากจะดึงกลับคืน ดังนั้นการไม่ป้อนข้อมูลที่สำคัญหรือความลับระดับสูงสุดเข้าสู่ระบบตั้งแต่ต้น จึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในการรักษาอธิปไตยเหนือข้อมูลส่วนบุคคลของท่านในโลกดิจิทัล
ชมรายการ Digital Thailand ตอน “ Digital Privacy ข้อมูลส่วนตัวหลุด หรือเราให้เอง?เมื่อ AI และแพลตฟอร์มออนไลน์รู้ใจเรายิ่งกว่าคนใกล้ตัว ” ได้ที่รายการย้อนหลังตอนนี้เลย
https://it24hrs.com/2026/digital-privacy-leaked-personal-information-ai-online-platforms/
ออกอากาศวันเสาร์ที่ 31 มกราคม 2569
ในรายการ Digital Thailand ทุกวันเสาร์ ทางช่อง 3 กด 33 เวลา 4.05-4.30 น.
ยังมีบทความที่น่าสนใจ
Smishing คืออะไร? เตือนภัย! SMS ปลอม ทำไมคนไทยโดนหลอกปีละหมื่นราย
อย่าลืมกดติดตามอัปเดตข่าวสาร เทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 0802345023
