บัญชีโซเชียลถูกแฮกได้อย่างไร? การขโมยบัญชีไม่เพียงแต่ทำให้คุณเดือดร้อน แต่ยังอาจส่งผลกระทบไปถึงคนรอบข้างด้วย ทำไมคนร้ายถึงอยากได้บัญชีของคุณ? เขาแฮกบัญชีไปทำอะไร?
บัญชีโซเชียลของคุณตกอยู่ในอันตราย! แฮกเกอร์ขโมยบัญชีคุณได้อย่างไร?
ในยุคที่บัญชีโซเชียลมีเดียมีความสำคัญกับเรามาก ๆ ทั้งเป็นที่เก็บทั้งความทรงจำ ข้อมูลส่วนตัว และช่องทางทำกิน การถูกแฮกบัญชีโซเชียลไป ไม่ใช่ทำให้เราทำให้เราสูญเสียโพตส์เก่าๆ ที่เราเคยโพสต์ไว้ แต่คือการสูญเสียตัวตนและอาจนำไปสู่ความเสียหายทางการเงินมหาศาล
6 วิธีการที่แฮกเกอร์ใช้ “ยึด” บัญชีของคุณ
มิจฉาชีพไม่ได้ใช้แค่การเดารหัสผ่าน แต่มีเทคนิคที่ซับซ้อนกว่านั้น เช่น
- ฟิชชิง (Phishing): คือการส่งลิงก์ปลอมผ่าน SMS, อีเมล หรือ LINE หลอกว่าบัญชีมีปัญหา หรือมีรางวัลให้ เมื่อเรากดลิงก์และกรอกข้อมูล ข้อมูลเหล่านั้นจะส่งตรงไปถึงคนร้ายทันที
- วิศวกรรมสังคม (Social Engineering): การใช้จิตวิทยาหลอกล่อ โดยแสร้งเป็นคนรู้จัก ญาติ หรือเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อสร้างความตกใจหรือเชื่อใจให้เรายอมทำตามคำสั่ง เช่น ยอมกดลิงก์หรือบอกรหัส OTP.
- การโจมตีทางเทคนิค: ใช้ช่องโหว่ของแอปพลิเคชันหรือหลอกให้โหลด “มัลแวร์” มัลแวร์ตัวนี้จะฝังในมือถือเพื่อดักจับทุกอย่างที่เราพิมพ์ รวมถึงสามารถ “รีโมท” หรือควบคุมมือถือเราได้จากระยะไกล.
- SIM-swap (สวมรอยซิม): คนร้ายแอบอ้างเป็นเจ้าของเบอร์เพื่อขอออกซิมใหม่จากค่ายมือถือ [cite_start]เมื่อซิมเก่าเราถูกตัด คนร้ายจะได้รหัส OTP ทั้งหมดที่ผูกกับโซเชียลและแอปธนาคารของเรา
- ลืม Logout : การลืมล็อกเอาต์จากเครื่องไม่ใช่ของเรา เช่นเวลาที่เราใช้เครื่องของคนอื่น เป็นความผิดพลาดเล็กน้อย แต่ที่อันตรายกว่าที่คิด หรืออาจอันตรายกว่านั้น เพราะมีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตี 2 รูปแบบ คือ:
- Session Hijacking (การสวมรอยเซสชัน): แฮกเกอร์แอบขโมย “Session ID” หรือ “คุกกี้” ของเราไปใช้ เปรียบเสมือนการขโมยบัตรผ่านประตูที่ยังไม่หมดอายุ มักเกิดขึ้นเมื่อใช้ Wi-Fi สาธารณะที่ไม่ปลอดภัย ทำให้คนร้ายเข้าสู่ระบบในชื่อเราได้ทันทีโดยไม่ต้องกรอกรหัสผ่าน
- Session Fixation (การวางยาเซสชัน): แฮกเกอร์จะสร้าง Session ID รอไว้ล่วงหน้า แล้วหลอกให้เราคลิกลิงก์เพื่อล็อกอินผ่าน ID นั้น เมื่อเราเข้าสู่ระบบสำเร็จ คนร้ายที่ถือ ID เดียวกันอยู่ก็จะสามารถควบคุมและใช้งานบัญชีของเราได้พร้อมกันทันที
ทำไมต้องแฮกบัญชีโซเชียล?
วัตถุประสงค์ที่มิจฉาชีพพยายามขโมยบัญชีโซเชียล เช่น
- สวมรอยหลอกคนใกล้ชิด (สำหรับบัญชีส่วนตัว): มิจฉาชีพจะเข้ามายึดตัวตนของคนธรรมดาอย่างเรา เพื่อทักแชทไปขอยืมเงินหรือหลอกลวงคนสนิท เพื่อน และครอบครัวของเหยื่อ
- ใช้ความน่าเชื่อถือหลอกให้โอนเงิน (สำหรับเพจหน่วยงาน/องค์กร): เมื่อแฮกบัญชีที่ดูน่าเชื่อถืออย่างหน่วยงานราชการหรือองค์กรใหญ่ได้ คนร้ายจะโพสต์ข้อมูลเท็จเพื่อหลอกให้ประชาชนโอนเงิน กรอกข้อมูลส่วนตัว หรือแชร์ลิงก์อันตราย ซึ่งเหยื่อมักจะหลงเชื่อได้ง่ายเพราะไว้วางใจในชื่อเสียงของหน่วยงานนั้นๆ
- ใช้ฐานแฟนคลับหาประโยชน์ (สำหรับอินฟลูเอนเซอร์/เพจดัง): บัญชีที่มีผู้ติดตามจำนวนมากจะถูกนำไปใช้โพสต์โฆษณาหลอกลวง ชวนลงทุนแชร์ลูกโซ่ ขายสินค้าปลอม หรือแม้แต่จงใจสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงให้กับเจ้าของบัญชี
- อวดความสามารถ (โชว์สกิล): แฮกเกอร์บางกลุ่มไม่ได้ต้องการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการสร้างชื่อเสียงหรือเรียกร้องความสนใจในวงการ โดยมักพุ่งเป้าไปที่การเจาะระบบของหน่วยงานราชการหรือองค์กรระดับประเทศ
- หวังผลทางการเมือง: เป็นการแฮกเพื่อนำไปใช้กระจายข่าวปลอม (Fake News) ปั่นกระแสโฆษณาชวนเชื่อ หรือสร้างความปั่นป่วนให้กับฝ่ายตรงข้ามผ่านการแทรกแซงความคิดเห็นของสังคม
จะเห็นได้ว่าการถูกแฮกส่งผลเสียมากกว่าที่คิด ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้
กรณีตัวอย่าง บี้ เดอะสกา โดนแฮก Youtube
“บี้ เดอะสกา” ยูทูบเบอร์ชื่อดังถูกแฮกช่องที่มีคนตามหลายล้านคนจนวิดีโอหายเกือบหมด สาเหตุพบว่าเกิดจากแอดมินคนหนึ่งไม่ได้เปิดใช้งานการยืนยันตัวตน 2 ชั้น (2FA) ทำให้แฮกเกอร์เจาะผ่านช่องโหว่นี้เข้ามาได้
วิธีสังเกตอีเมล หรือ ข้อความ “ปลอม”
- เช็คชื่อผู้ส่ง (Sender): อย่าดูแค่ชื่อที่แสดง เพราะ มิจฉาชีพมักใช้ชื่อที่คล้ายคลึงกับอีเมลขององค์กรจริงๆ ซึ่งถ้าเรารไม่สังเกตดีๆ ก็จะเข้าใจผิดได้ เราจึงต้องกดดูอีเมลตัวเต็ม ถ้าอ้างว่ามาจาก Facebook แต่เมลเป็นอักษรมั่วๆ แสดงว่าปลอม 100%

- ภาษาและคำผิด: มักมีการใช้คำสะกดผิด หรือไวยากรณ์แปลกๆ ที่ดูไม่เป็นมืออาชีพ ซึ่งต่างจากองค์กรใหญ่ที่มักระมัดระวังเรื่องการใช้ภาษา
- สร้างความกดดัน: มักขู่ว่า “บัญชีจะถูกลบภายใน 24 ชม.” เพื่อให้เราตกใจจนขาดสติ หรือ มีการสร้างความตื่นตระหนกและเร่งให้ดำเนินการทันที
- ไฟล์แนบแปลกๆ: เช่น ไฟล์นามสกุล .exe, .cmd เพราะอาจมีมัลแวร์แฝงอยู่ ควรทำการสแกนไวรัสก่อนเปิดทุกครั้ง
- ขอข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน: ธนาคารหรือองค์กรที่แท้จริงจะไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนตัวที่ละเอียดอ่อน เช่น รหัสผ่าน ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ เลขบัตรประชาชน หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร ผ่านทางอีเมลเด็ดขาด
6 วิธีป้องกันบัญชีโซเชียลให้ปลอดภัยจากการถูกแฮก
- ยกระดับรหัสผ่านให้เจาะยาก: ควรตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยากโดยผสมผสานทั้งอักษรตัวพิมพ์เล็ก ตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวเลข และสัญลักษณ์พิเศษ นอกจากนี้ต้องเก็บรหัสไว้เป็นความลับเพียงคนเดียว และหลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านซ้ำกันในหลายๆ บริการ

- เปิดเกราะป้องกัน 2 ชั้น (2FA / MFA): เพราะลำพังแค่รหัสผ่านอาจไม่ปลอดภัยพอ ควรเปิดระบบยืนยันตัวตนสองชั้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยอีกระดับ โดยต้องกรอกรหัส OTP (One Time Password) ก่อนเข้าใช้งานเสมอ
- ปฏิเสธลิงก์แปลกปลอม: หากได้รับลิงก์น่าสงสัยผ่าน SMS, อีเมล หรือแอปแชทอย่าง LINE จากบุคคลที่ไม่รู้จัก ห้ามกดลิงก์นั้นเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัย
- หมั่นตรวจเช็คประวัติการใช้งาน: ตรวจสอบรายการล็อกอินสม่ำเสมอ หากพบอุปกรณ์ที่ผิดปกติให้สั่งปิดเซสชัน (Log out) ทันที และหากพบการบุกรุก ต้องรีบเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่เพื่อป้องกันไม่ให้คนร้ายกลับเข้ามาได้อีก
- อัปเดตระบบให้ทันสมัย: ควรหมั่นอัปเดตแอปโซเชียลและระบบปฏิบัติการ (OS) ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอ เพื่ออุดช่องโหว่หรือบั๊กที่แฮกเกอร์อาจใช้โจมตี
- ล็อกเอาต์ทุกครั้งเมื่อเลิกใช้: โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเข้าใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้เป็นส่วนตัว
เมื่อ “โดนแฮก” แล้ว ต้องทำอย่างไร?
หากคุณพบว่าบัญชีโซเชียลถูกแฮกไปแล้ว นี่คือ 6 ขั้นตอนการรับมืออย่างมีสติเพื่อกู้คืนความปลอดภัยและจำกัดความเสียหายให้เหลือน้อยที่สุด
- รีบส่งสัญญาณเตือนภัย: กระจายข่าวให้เพื่อนในบัญชีหรือคนรอบข้างทราบทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ใครหลงเชื่อกลโกงหรือโอนเงินให้มิจฉาชีพ โดยเฉพาะบัญชีธุรกิจหรือเพจร้านค้าต้องรีบแจ้งประกาศอย่างเป็นทางการเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือ
- ชิงสิทธิ์การเข้าถึงคืน: หากยังเข้าบัญชีได้ ให้รีบเปลี่ยนรหัสผ่านใหม่ทันที พร้อมสั่ง “ออกจากระบบ” (Logout) ในทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ และเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้นทันที แต่หากเข้าไม่ได้แล้ว ให้รีบส่งเรื่องติดต่อผู้ให้บริการแพลตฟอร์มเพื่อขอกู้คืนบัญชีโดยด่วน
- สแกนความผิดปกติหลังกู้คืน: เมื่อได้บัญชีกลับมา ให้ตรวจสอบอีเมลและเบอร์โทรศัพท์ที่ผูกไว้ว่ายังเป็นของเราหรือไม่ ตรวจเช็กประวัติการส่งข้อความว่าแฮกเกอร์แอบส่งลิงก์อันตรายไปหาใครบ้าง และตรวจสอบว่ามีการแอบเปิดโฆษณาในเพจทิ้งไว้หรือไม่
- คลีนอุปกรณ์ให้สะอาด: หากโดนแฮกซ้ำหลายครั้ง อาจมีมัลแวร์แฝงอยู่ในเครื่อง ควรทำการสแกนไวรัสและอัปเดตระบบปฏิบัติการ (OS) ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดเพื่ออุดช่องโหว่ทันที
- ตรวจเช็กบัญชีที่เชื่อมโยงกัน: เนื่องจากบัญชีต่างๆ มักผูกข้อมูลกันไว้ ความเสี่ยงอาจลามจาก Facebook ไปยัง Gmail หรือลามไปถึงแอปธนาคาร (Mobile Banking) จึงต้องตรวจสอบความปลอดภัยของทุกบัญชีที่เกี่ยวข้องกันทั้งหมด
- ดำเนินการแจ้งความ: การแจ้งความลงบันทึกประจำวันเป็นสิ่งสำคัญเพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ หากมิจฉาชีพนำบัญชีเราไปแอบอ้างทำเรื่องผิดกฎหมาย ใบแจ้งความนี้จะเป็นเกราะป้องกันตัวเราได้ดีที่สุด
ชมรายการ Digital Thailand ตอน “ บัญชีโซเชียลของคุณตกอยู่ในอันตราย! แฮกเกอร์ขโมยบัญชีคุณได้อย่างไร? ” ได้ที่รายการย้อนหลังตอนนี้เลย
https://it24hrs.com/2025/hack-social-media-account/
ออกอากาศวันเสาร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2568
ในรายการ Digital Thailand ทุกวันเสาร์ ทางช่อง 3 กด 33 เวลา 4.40-5.05 น.
ยังมีบทความที่น่าสนใจ
รถบัส EV ถูกควบคุมจากระยะไกลได้จริงหรือ? Kill Switch คืออะไร?
อัปเดตภัยออนไลน์ 2025 Brushing Scam, หลอกขายของมือสอง
อย่าลืมกดติดตามอัปเดตข่าวสาร เทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 0802345023



