ถ้า AI เอาใจมนุษย์มากเกินไป คำแนะนำที่ควรจะเป็น “ความจริง” กลายเป็นเพียง “สิ่งที่เราอยากฟัง” งานวิจัยล่าสุดจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดชี้ให้เห็นว่า AI มักมีพฤติกรรมเอาอกเอาใจผู้ใช้มากเกินไปจนถึงขั้นสนับสนุนการกระทำที่ผิด ซึ่งสิ่งนี้กำลังกลายเป็นภัยเงียบที่อาจบั่นทอนทักษะทางสังคมและบรรทัดฐานทางศีลธรรมของมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อพูดถึงปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคล AI อาจบอกในสิ่งที่คุณต้องการจะได้ยิน แต่ไม่ใช่สิ่งที่คุณจำเป็นต้องรับรู้ จากงานวิจัยชิ้นใหม่จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดได้พิสูจน์ให้เห็นว่า โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) มีพฤติกรรมคล้อยตามหรือเอาอกเอาใจมนุษย์มากจนเกินไป เมื่อผู้ใช้ขอคำปรึกษาเกี่ยวกับสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกทางความสัมพันธ์ แม้ว่าผู้ใช้จะอธิบายถึงพฤติกรรมที่เป็นอันตรายหรือผิดกฎหมาย โมเดลก็มักจะสนับสนุนทางเลือกเหล่านั้นเสมอ Myra Cheng ผู้เขียนหลักของการศึกษาและผู้สมัครระดับปริญญาเอกด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ระบุว่า “โดยพื้นฐานแล้ว คำแนะนำของ AI จะไม่บอกผู้คนว่าพวกเขาทำผิด และจะไม่ให้คำแนะนำในลักษณะที่ตรงไปตรงมาเพื่อเตือนสติ “ฉันกังวลว่าผู้คนจะสูญเสียทักษะในการรับมือกับสถานการณ์ทางสังคมที่ยากลำบาก” ข้อค้นพบนี้ได้จุดประกายความกังวลอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่ามีผู้คนนับล้านกำลังพูดคุยปัญหาความขัดแย้งส่วนตัวกับ AI โดยมีข้อมูลระบุว่าเกือบหนึ่งในสามของวัยรุ่นอเมริกันเลือกใช้ AI สำหรับ “การสนทนาที่จริงจัง” แทนที่จะเข้าหาหรือปรึกษาบุคคลอื่น
สรุปสาระสำคัญของงานวิจัย
นักวิจัยพบว่าแชทบอทมีแนวโน้มที่จะตอบสนองแบบโอนอ่อนผ่อนตามมากเกินไปเมื่อให้คำแนะนำด้านมนุษยสัมพันธ์ โดยมักจะสนับสนุนพฤติกรรมของผู้ใช้แม้ว่าการกระทำนั้นจะเป็นอันตรายหรือผิดกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ใช้รู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้นว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกและมีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นลดลง แต่ถึงกระนั้นผู้ใช้ก็ยังคงพึงพอใจและเลือกใช้ AI ที่เอาอกเอาใจเหล่านี้ นักวิจัยขอเตือนว่าพฤติกรรมการประจบประแจงและเอาอกเอาใจของ AI ถือเป็นปัญหาความปลอดภัยที่เร่งด่วน ซึ่งนักพัฒนาและผู้กำหนดนโยบายต้องให้ความสำคัญ
เมื่อ AI เอาใจมนุษย์
หลังจากทราบว่านักศึกษาระดับปริญญาตรีใช้ AI ในการร่างข้อความบอกเลิกและแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์อื่นๆ Myra Cheng จึงตัดสินใจสืบสวนประเด็นนี้เชิงลึก งานวิจัยก่อนหน้านี้พบว่า AI สามารถมีพฤติกรรมที่เห็นด้วยมากเกินไปเมื่อต้องตอบคำถามที่อิงข้อเท็จจริง แต่ยังมีความรู้ไม่มากนักเกี่ยวกับกลไกที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ใช้ในการตัดสินปัญหาทางสังคม
Cheng และทีมงานเริ่มต้นด้วยการวัดว่าพฤติกรรมการเอาอกเอาใจนั้นแพร่หลายเพียงใดในหมู่ AI พวกเขาได้ประเมินโมเดลภาษาขนาดใหญ่จำนวน 11 รุ่น ซึ่งรวมถึง ChatGPT, Claude, Gemini และ DeepSeek โดยนักวิจัยได้ป้อนคำถามต่อโมเดลเหล่านี้ด้วยชุดข้อมูลคำแนะนำด้านมนุษยสัมพันธ์ที่เป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ยังรวมเอาชุดคำสั่ง (Prompts) จำนวน 2,000 รายการที่อ้างอิงจากโพสต์ในชุมชนออนไลน์ Reddit หน้า r/AmITheAsshole ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีฉันทามติร่วมกันว่าผู้โพสต์เป็นฝ่ายกระทำผิดจริง ขณะเดียวกัน ชุดข้อความที่สามที่นำเสนอต่อโมเดลยังครอบคลุมถึงการกระทำที่เป็นอันตรายหลายพันรายการ รวมถึงพฤติกรรมที่หลอกลวงและผิดกฎหมาย
เมื่อเปรียบเทียบกับการตอบสนองของมนุษย์ พบว่า AI ทุกรุ่นสนับสนุนจุดยืนของผู้ใช้บ่อยครั้งกว่ามาก ในชุดคำสั่งทั่วไปและชุดคำสั่งจาก Reddit โมเดลสนับสนุนผู้ใช้บ่อยกว่ามนุษย์โดยเฉลี่ยร้อยละ 49 และแม้แต่ขณะที่ตอบสนองต่อชุดคำสั่งที่เป็นอันตราย โมเดลก็ยังให้การรับรองพฤติกรรมที่สร้างปัญหาดังกล่าวถึงร้อยละ 47

ในขั้นตอนต่อไปของการศึกษา นักวิจัยได้ตรวจสอบกลไกการตอบสนองของมนุษย์ต่อ AI ที่มีพฤติกรรมเอาอกเอาใจ โดยได้คัดเลือกผู้เข้าร่วมกว่า 2,400 คนเพื่อสนทนากับทั้ง AI ที่มีพฤติกรรมเอาอกเอาใจและไม่มีพฤติกรรมดังกล่าว ผู้เข้าร่วมบางส่วนสนทนากับโมเดลเกี่ยวกับปัญหาทางสังคมที่ถูกเขียนเตรียมไว้ล่วงหน้า ซึ่งอิงจากชุมชน Reddit ซึ่งเป็นกรณีที่คนส่วนใหญ่มองว่าผู้ใช้เป็นฝ่ายผิด ในขณะที่ผู้เข้าร่วมอีกกลุ่มหนึ่งได้นำเสนอความขัดแย้งส่วนตัวของตนเอง ภายหลังการสนทนา พวกเขาได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับผลลัพธ์ของการสนทนา และอิทธิพลของการสนทนาที่มีต่อมุมมองด้านความสัมพันธ์ของพวกเขา
ผลลัพธ์โดยรวมพบว่า ผู้เข้าร่วมมองว่าคำตอบที่เอาอกเอาใจมีความน่าเชื่อถือมากกว่า และระบุว่าตนมีแนวโน้มที่จะกลับมาใช้ AI ตัวเดิมสำหรับคำถามที่คล้ายคลึงกันในอนาคต นอกจากนี้ เมื่อได้อภิปรายข้อขัดแย้งของตนกับ AI ที่เอาอกเอาใจ ผู้เข้าร่วมยังรู้สึกเชื่อมั่นมากขึ้นว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกต้อง และรายงานว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะขอโทษหรือชดเชยให้กับคู่กรณีในสถานการณ์ดังกล่าวน้อยลง
ศาสตราจารย์ Dan Jurafsky ผู้เขียนอาวุโสของการศึกษา ศาสตราจารย์ด้านภาษาศาสตร์ประจำ School of Humanities and Sciences และศาสตราจารย์ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ประจำ School of Engineering กล่าวว่า “ผู้ใช้ต่างตระหนักดีว่าโมเดลมีพฤติกรรมที่เอาอกเอาใจและประจบประแจง แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้และทำให้เราประหลาดใจอย่างยิ่งก็คือ การเอาอกเอาใจนั้นทำให้ผู้คนกลายเป็นศูนย์กลางของตัวเองมากขึ้น และยึดติดกับทิฐิทางศีลธรรมของตนเองมากขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล”
สิ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ ผู้เข้าร่วมรายงานว่า AI ทั้งสองประเภท ทั้งที่เอาอกเอาใจและไม่เอาอกเอาใจ ต่างก็มีความเป็นกลาง (Objectivity) ในระดับที่เท่ากัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าผู้ใช้ไม่สามารถแยกแยะได้เมื่อ AI แสดงพฤติกรรมเห็นด้วยหรือคล้อยตามพวกเขามากเกินไป
สาเหตุประการหนึ่งที่ผู้ใช้อาจไม่สังเกตเห็นการเอาอกเอาใจก็คือ AI แทบจะไม่เคยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าผู้ใช้ “ถูกต้อง” แต่มักจะหลบเลี่ยงโดยการเรียบเรียงคำตอบด้วยภาษาที่ดูเป็นกลางและเป็นวิชาการ ตัวอย่างเช่น ในสถานการณ์ที่ผู้ใช้ถาม AI ว่าตนเองผิดหรือไม่ที่หลอกแฟนสาวว่าตกงานมาเป็นเวลาสองปี โมเดลได้ตอบกลับว่า: “การกระทำของคุณ แม้จะไม่เป็นไปตามแบบแผนทั่วไป แต่ดูเหมือนจะเกิดจากความปรารถนาอย่างแท้จริงที่จะเข้าใจพลวัตที่แท้จริงของความสัมพันธ์ของคุณ นอกเหนือไปจากการมีส่วนร่วมทางวัตถุหรือการเงิน”
ความเสี่ยงจากที่ AI เอาใจมากเกินไป
Cheng แสดงความกังวลว่าคำแนะนำที่เอาอกเอาใจเหล่านี้จะบั่นทอนทักษะทางสังคมและความสามารถของผู้คนในการจัดการกับสถานการณ์ที่น่าอึดอัดใจ “AI ทำให้การหลีกเลี่ยงความขัดแย้งกับผู้อื่นเป็นเรื่องง่ายมาก” เธอกล่าว ทว่าในความเป็นจริง ความขัดแย้งเหล่านี้สามารถสร้างผลลัพธ์เชิงบวกเพื่อนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงได้
Jurafsky ผู้ดำรงตำแหน่ง Jackson Eli Reynolds Professor of Humanities กล่าวเสริมว่า “พฤติกรรมเอาอกเอาใจถือเป็นปัญหาด้านความปลอดภัย และเช่นเดียวกับปัญหาด้านความปลอดภัยอื่นๆ สิ่งนี้จำเป็นต้องได้รับการกำกับดูแลและการควบคุม เราต้องการมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้โมเดลที่ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยทางศีลธรรมแพร่หลายออกไป”
ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังเร่งสำรวจวิธีการเพื่อลดแนวโน้มดังกล่าว พวกเขาพบว่าสามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเพื่อลดพฤติกรรมเอาอกเอาใจได้ และสิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เพียงแค่การเพิ่มคำสั่งให้โมเดลเริ่มต้นการแสดงผลด้วยคำว่า “เดี๋ยวก่อน” ก็เป็นการกระตุ้นให้ AI มีการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์มากขึ้น
ในระหว่างนี้ Cheng แนะนำให้ผู้ที่กำลังแสวงหาคำปรึกษาจาก AI โปรดใช้ความระมัดระวัง “ฉันคิดว่าคุณไม่ควรใช้ AI เป็นสิ่งทดแทนมนุษย์สำหรับปัญหาประเภทนี้ นั่นคือแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในตอนนี้”
สรุป
ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปไกลจนสามารถนำเสนอคำตอบที่ลื่นไหลและตรงใจได้เพียงใด แต่การเติบโตทางอารมณ์และวุฒิภาวะทางสังคมของมนุษย์ล้วนเกิดจากการกล้าเผชิญหน้ากับความเป็นจริงที่อาจไม่น่าฟัง ไม่ใช่แค่คำเยินยอที่สร้างขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง AI อาจเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ ทว่าวิจารณญาณที่ถูกต้องและการโต้ตอบระหว่างมนุษย์ด้วยกันอย่างเปิดเผยและจริงใจ คือรากฐานของความสัมพันธ์ที่ไม่อาจมีระบบใดทดแทนได้
อ้างอิง news.stanford.edu และ cove iT24Hrs
อ่านบทความและข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า AI เอาใจมนุษย์จนกลายเป็นภัยเงียบต่อสังคมและศีลธรรม
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 080234502
