CLARITY Act หรือ Digital Asset Market Clarity Act ร่างกฎหมายที่มีเป้าหมายสร้างกรอบกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจนขึ้น หลังจากตลาดคริปโตเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ยังมีคำถามสำคัญว่าใครควรเป็นผู้กำกับดูแลสินทรัพย์แต่ละประเภท และสินทรัพย์ดิจิทัลแบบไหนควรอยู่ภายใต้กฎหมายหลักทรัพย์หรือกฎหมายสินค้าโภคภัณฑ์
อย่างไรก็ตาม ความคืบหน้าล่าสุดไม่ได้เป็นไปอย่างราบรื่น เพราะเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติในขั้นตอนเพื่อเดินหน้าพิจารณา H.R. 3633 หรือ CLARITY Act แต่ญัตติไม่ผ่านด้วยคะแนน 49 ต่อ 50 ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ 60 เสียงที่จำเป็นสำหรับการผ่านขั้นตอน Cloture ทำให้ร่างกฎหมายยังไม่สามารถเดินหน้าต่อได้จากการลงมติครั้งนี้
ดังนั้น CLARITY Act ณ เวลานี้ยังไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ และผลโหวตครั้งนี้เป็นการโหวตเพื่อเดินหน้ากระบวนการพิจารณา ไม่ใช่การลงมติขั้นสุดท้ายว่าร่างกฎหมายผ่านหรือไม่ผ่านเป็นกฎหมาย
CLARITY Act คืออะไร?
หนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุดของตลาดคริปโตสหรัฐฯ คือ การจำแนกประเภทสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะสินทรัพย์แต่ละประเภทอาจอยู่ภายใต้กฎและหน่วยงานกำกับดูแลที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ SEC หรือ Securities and Exchange Commission ซึ่งมีหน้าที่กำกับตลาดหลักทรัพย์ และ CFTC หรือ Commodity Futures Trading Commission ซึ่งมีบทบาทหลักในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และอนุพันธ์
CLARITY Act พยายามสร้างกรอบทางกฎหมายที่ชัดเจนขึ้นว่า Digital Asset ประเภทใดควรถูกจัดอยู่ในกลุ่ม Digital Commodity และควรอยู่ภายใต้การกำกับของ CFTC ขณะที่สินทรัพย์ที่มีลักษณะเข้าเกณฑ์กฎหมายหลักทรัพย์ยังคงอยู่ภายใต้ SEC เป้าหมายสำคัญคือการลดพื้นที่สีเทาที่ทำให้บริษัทคริปโตไม่แน่ใจว่าตัวเองต้องปฏิบัติตามกฎของหน่วยงานใด
ประเด็นนี้มีผลโดยตรงต่อผู้พัฒนา Blockchain บริษัทที่ออก Token แพลตฟอร์มซื้อขาย และนักลงทุน เพราะสถานะทางกฎหมายของ Token สามารถกำหนดได้ว่าบริษัทต้องจดทะเบียนอย่างไร ต้องเปิดเผยข้อมูลอะไร และต้องปฏิบัติตามกฎการซื้อขายในระดับใด
หากมีการกำหนดเส้นแบ่งที่ชัดเจนขึ้น บริษัทก็จะสามารถวางแผนธุรกิจได้ง่ายกว่าเดิม ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแลก็จะมีขอบเขตอำนาจที่ชัดเจนขึ้นเช่นกัน แต่รายละเอียดว่าจะจัดสินทรัพย์ประเภทใดไว้ในหมวดใด ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดูจากข้อความกฎหมายฉบับสุดท้าย
CFTC อาจมีบทบาทใหญ่ขึ้นในการกำกับตลาดคริปโต Spot
อีกหัวใจสำคัญของ CLARITY Act คือการกำหนดกรอบสำหรับตลาด Spot Digital Commodity หรือการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นสินทรัพย์จริง ไม่ใช่เฉพาะตลาด Futures หรือ Derivatives
ร่างกฎหมายวางระบบสำหรับการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจ เช่น Digital Commodity Exchanges, Brokers และ Dealers โดย CFTC จะมีบทบาทสำคัญในการกำกับตลาดที่อยู่ในขอบเขตของ Digital Commodity หากร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ตามเนื้อหาที่เสนอไว้
เรื่องนี้มีความสำคัญเพราะตลาดคริปโตจำนวนมากไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดอนุพันธ์ แต่การซื้อขาย Bitcoin, Ethereum และสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ เกิดขึ้นโดยตรงบนแพลตฟอร์มซื้อขาย หากตลาด Spot มีกรอบกำกับดูแลระดับรัฐบาลกลางที่ชัดเจนขึ้น ผู้ให้บริการจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ การเปิดเผยข้อมูล การดูแลลูกค้า และข้อกำหนดด้านการกำกับตลาดมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม CLARITY Act ไม่ได้หมายความว่า CFTC จะเข้ามากำกับคริปโตทุกประเภทแทน SEC เพราะหัวใจของร่างกฎหมายคือการ แบ่งเขตอำนาจระหว่างสองหน่วยงาน ตามลักษณะและสถานะของสินทรัพย์
ดังนั้น หากกฎหมายนี้ผ่านในอนาคต สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างมากอาจไม่ใช่แค่ “ใครเป็นคนกำกับ” แต่คือการทำให้ผู้ประกอบการสามารถรู้ล่วงหน้าว่าต้องปฏิบัติตามกฎชุดใด
เปิดทางให้ Blockchain และ DeFi มีกรอบกฎหมายที่ชัดขึ้น
CLARITY Act ไม่ได้พูดถึงเฉพาะตลาดซื้อขายคริปโต แต่ยังครอบคลุมถึง Blockchain, DeFi และผู้พัฒนาเทคโนโลยีสินทรัพย์ดิจิทัล
หนึ่งในประเด็นที่มีการปรับแก้ในร่างล่าสุดคือการกำหนดว่า DeFi Protocol ที่ไม่ได้กระจายศูนย์อย่างแท้จริง ในบางกรณีอาจต้องลงทะเบียนกับ CFTC และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดของ Bank Secrecy Act โดยมีการจำกัดขอบเขตข้อกำหนด DeFi ให้เน้นไปที่ธุรกรรม Spot และ Cash Digital Commodity ตามข้อความที่เผยแพร่ก่อนการลงมติ
ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะโลก DeFi แตกต่างจากระบบการเงินแบบดั้งเดิม ผู้ใช้สามารถทำธุรกรรมผ่าน Smart Contract และ Protocol โดยไม่จำเป็นต้องมีธนาคารหรือบริษัทตัวกลางแบบเดิม
ขณะเดียวกัน ผู้สร้าง Software หรือ Smart Contract บางรายอาจทำหน้าที่เพียงพัฒนาโค้ดและไม่ได้ถือครองหรือควบคุมทรัพย์สินของผู้ใช้โดยตรง หากกฎหมายใช้กรอบเดียวกับผู้ให้บริการทางการเงินทั่วไป ผู้พัฒนาเหล่านี้อาจเผชิญข้อกำหนดที่ไม่สอดคล้องกับบทบาทจริงของตน
ร่างกฎหมายจึงพยายามแยก ผู้พัฒนาเทคโนโลยี ออกจาก ผู้ให้บริการทางการเงินที่ควบคุมหรือจัดการสินทรัพย์ของลูกค้า โดยร่างฉบับล่าสุดยังมีการแก้ไขเพื่อให้การคุ้มครองผู้พัฒนา Blockchain มีความชัดเจนขึ้น
แต่ในทางกลับกัน หาก Protocol ไม่ได้กระจายศูนย์อย่างแท้จริงและมีบุคคลหรือองค์กรควบคุมการดำเนินงานอยู่มาก กรอบกำกับดูแลก็อาจเข้มงวดขึ้น นี่จึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ CLARITY Act พยายามสร้างเส้นแบ่งระหว่าง “เทคโนโลยี” กับ “ธุรกิจการเงิน”
Stablecoin กลายเป็นจุดปะทะระหว่างคริปโตกับธนาคาร
อีกหนึ่งประเด็นที่ทำให้การเจรจา CLARITY Act ซับซ้อนขึ้นคือ Stablecoin ซึ่งเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ออกแบบให้มูลค่าอ้างอิงกับสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐฯ
Stablecoin มีบทบาทเพิ่มขึ้นในระบบคริปโต เพราะสามารถใช้เป็นตัวกลางในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล การโอนเงิน และการทำธุรกรรมบน Blockchain แต่การเติบโตของ Stablecoin ก็ทำให้เกิดคำถามว่าบริษัทที่ออก Stablecoin และแพลตฟอร์มที่ให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือควรอยู่ภายใต้กฎแบบใด
ประเด็นหนึ่งมาจากความกังวลของภาคธนาคารว่า หาก Stablecoin สามารถให้ผลตอบแทนแก่ผู้ถือได้มากขึ้น ผู้บริโภคอาจย้ายเงินจากบัญชีธนาคารไปถือ Stablecoin ซึ่งอาจกระทบฐานเงินฝาก โดยเฉพาะธนาคารชุมชน
เพื่อรับมือกับข้อกังวลดังกล่าว ร่างฉบับล่าสุดได้เพิ่มกลไกให้รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ สามารถใช้มาตรการชั่วคราวเพื่อระงับผลตอบแทนจาก Payment Stablecoin ได้นานสูงสุด 18 เดือน หากพบว่าการไหลออกของเงินฝากส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของธนาคารชุมชน ตามรายละเอียดที่ผู้สนับสนุนร่างกฎหมายเผยแพร่ก่อนการโหวต
ดังนั้น Stablecoin จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของโลกคริปโตอีกต่อไป แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับระบบธนาคาร เงินฝาก และเสถียรภาพของระบบการเงิน ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมประเด็นนี้จึงกลายเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญในการเจรจาร่างกฎหมาย
ผลโหวต 49 ต่อ 50 สะท้อนว่า CLARITY Act ยังต้องฝ่าด่านการเมือง
แม้ CLARITY Act จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับตลาด Digital Asset แต่การผลักดันร่างกฎหมายกลับเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมืองและจริยธรรมด้วย โดยเฉพาะข้อเสนอเกี่ยวกับการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ Digital Asset
ก่อนการลงมติวันที่ 15 กันยายน พรรครีพับลิกันในวุฒิสภาเผยแพร่ร่างฉบับสุดท้ายที่ระบุว่ามีการปรับแก้สาระสำคัญถึง 126 จุด ตามข้อเสนอจากฝั่งเดโมแครต รวมถึงข้อกำหนดด้านจริยธรรม การให้อำนาจอัยการสูงสุดของรัฐเข้ามามีบทบาทในการบังคับใช้ และมาตรการเกี่ยวกับ Stablecoin
แต่การปรับแก้เหล่านี้ยังไม่สามารถสร้างเสียงสนับสนุนได้เพียงพอ
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 วุฒิสภาลงมติในขั้นตอน Cloture on the Motion to Proceed สำหรับ H.R. 3633 หรือ CLARITY Act ผลคือ 49 เสียงเห็นด้วยต่อ 50 เสียงไม่เห็นด้วย ทำให้ญัตติถูกปฏิเสธ เพราะต้องใช้เสียงอย่างน้อย 60 เสียงเพื่อเดินหน้ากระบวนการ
Reuters รายงานว่าสมาชิกวุฒิสภาพรรครีพับลิกัน 4 คน ได้แก่ Jerry Moran, Susan Collins, Josh Hawley และ Thom Tillis ลงคะแนนไม่สนับสนุนการเดินหน้าร่างกฎหมายในครั้งนี้ ร่วมกับสมาชิกเดโมแครตทั้งหมดที่ลงคะแนนคัดค้าน
อย่างไรก็ตาม ผลโหวตนี้เป็น การโหวตเชิงกระบวนการ ไม่ใช่การลงมติขั้นสุดท้ายว่า CLARITY Act ถูกยกเลิกอย่างถาวร โดย Thom Tillis เปลี่ยนคะแนนเป็นไม่เห็นด้วยในเชิงกระบวนการ ซึ่งเปิดความเป็นไปได้ในการนำเรื่องกลับมาพิจารณาใหม่ได้ในอนาคต
CLARITY Act จะเปลี่ยนตลาดคริปโตอย่างไร?
หาก CLARITY Act สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการและผ่านเป็นกฎหมายในอนาคต ผลที่สำคัญคือสหรัฐฯ จะมีกรอบระดับรัฐบาลกลางที่กำหนดบทบาทของ SEC และ CFTC ต่อ Digital Asset อย่างชัดเจนมากขึ้น พร้อมกติกาสำหรับตลาด Spot ผู้ให้บริการซื้อขาย DeFi และผู้พัฒนา Blockchain
แต่หลังการลงมติ 49 ต่อ 50 เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 เป้าหมายดังกล่าวยังไม่เกิดขึ้น และร่างกฎหมายยังไม่สามารถผ่านขั้นตอนสำคัญของวุฒิสภาได้
สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า CLARITY Act จะกลับมาโหวตอีกครั้งเมื่อใด แต่คือ สหรัฐฯ จะใช้วิธีใดในการสร้างความชัดเจนให้ตลาด Digital Asset หากกฎหมายยังไม่ผ่าน เพราะในระหว่างที่สภาคองเกรสยังไม่สามารถออกกรอบกฎหมายใหม่ หน่วยงานอย่าง SEC และ CFTC ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการกำกับตลาดภายใต้อำนาจที่มีอยู่เดิม
สำหรับตลาดโลกและผู้ประกอบการไทย ประเด็นนี้จึงน่าติดตาม เพราะสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ การกำหนดนิยาม Digital Commodity การแบ่งอำนาจ SEC-CFTC และกฎสำหรับ Stablecoin หรือ DeFi สามารถกลายเป็นต้นแบบหรือแรงกดดันให้ตลาดและผู้กำกับดูแลในประเทศอื่นต้องพิจารณาตามได้ในอนาคต
อ้างอิง senate.gov reuters.com และ cover iT24Hrs
และข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
CLARITY Act คืออะไร? กฎหมายใหม่สหรัฐฯ อาจเปลี่ยนกติกาโลกคริปโต
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 080234502
