คริปโทฯ โดนแฮก แล้วทำไม เรามักได้ยินอยู่เสมอว่า Blockchain ปลอดภัย? เราเห็นข่าวการโจรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลมูลค่าหลายพันล้านบาทเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก จนหลายคนเกิดคำถามว่า ตกลงแล้ว Blockchain ปลอดภัยจริงหรือไม่?
ประเด็นการแฮกเฝินดิจิทัลกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ของไทย ได้กล่าวโทษบริษัท Bitkub และอดีตกรรมการบริษัท จากกรณีที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์การถูกโจมตีทางไซเบอร์เมื่อปี 2564 ซึ่งมีสินทรัพย์ดิจิทัลของลูกค้าบางส่วนถูกนำออกจากระบบ และพบว่าบริษัทไม่ได้แจ้งเหตุการณ์ดังกล่าวต่อ ก.ล.ต. ตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้งยังมีการรายงานข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในเอกสารที่ส่งให้หน่วยงานกำกับดูแล โดย ก.ล.ต. จึงได้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ก.ล.ต. ระบุด้วยว่าในเวลาต่อมา Bitkub ได้นำสินทรัพย์ดิจิทัลมาทดแทนสินทรัพย์ที่สูญหายครบถ้วนแล้ว และกระบวนการหลังจากนี้ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนและการพิจารณาของศาล ไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด
เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญว่า “Blockchain ที่ปลอดภัย” ไม่ได้หมายความว่าระบบที่เกี่ยวข้องกับคริปโทฯ ทั้งหมดจะปลอดภัยไปด้วย เพราะในความเป็นจริง ระบบนิเวศของคริปโทฯ ประกอบด้วยองค์ประกอบอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Exchange, Wallet, Smart Contract, Oracle หรือแม้แต่ตัวผู้ใช้งานเอง ซึ่งล้วนเป็นจุดที่อาจถูกโจมตีได้
Blockchain ทำงานอย่างไร?
Blockchain คือฐานข้อมูลแบบกระจายศูนย์ (Distributed Ledger) ที่เก็บข้อมูลเป็น “บล็อก” (Block) เชื่อมต่อกันเป็นสายโซ่ (Chain)
ทุกครั้งที่มีการทำธุรกรรม เช่น การโอน Bitcoin จากผู้ใช้คนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ธุรกรรมนั้นจะถูกส่งไปยังเครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวนมากที่เรียกว่า Node เพื่อทำการตรวจสอบความถูกต้อง หากผ่านการตรวจสอบแล้ว ธุรกรรมจะถูกบันทึกลงในบล็อกใหม่ และเชื่อมต่อกับบล็อกก่อนหน้าด้วยการใช้ฟังก์ชันแฮช (Cryptographic Hash)
จุดเด่นของ Blockchain คือทุกบล็อกจะเก็บ Hash ของบล็อกก่อนหน้าไว้ด้วย หากมีผู้พยายามแก้ไขข้อมูลในบล็อกใด Hash จะเปลี่ยนทันที ทำให้บล็อกถัด ๆ ไปทั้งหมดไม่ตรงกัน และเครือข่ายจะตรวจพบความผิดปกติได้ทันที
นอกจากนี้ Blockchain ส่วนใหญ่ยังใช้กลไกฉันทามติ (Consensus Mechanism) เช่น Proof of Work (PoW) หรือ Proof of Stake (PoS) เพื่อให้ทุกโหนดเห็นพ้องต้องกันว่าข้อมูลใดคือข้อมูลที่ถูกต้อง จึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่ผู้โจมตีเพียงคนเดียวจะสามารถปลอมแปลงข้อมูลธุรกรรมได้
ทำไม Blockchain ถึงปลอดภัย?
Blockchain ได้รับการยอมรับว่ามีความปลอดภัยสูงจากองค์ประกอบสำคัญหลายประการ
- การกระจายข้อมูล ไม่มีเซิร์ฟเวอร์กลางเพียงเครื่องเดียว หากเครื่องหนึ่งเสียหายหรือถูกโจมตี ยังมีโหนดอื่นอีกจำนวนมากที่เก็บข้อมูลชุดเดียวกันอยู่
- การเข้ารหัสด้วย Cryptography ทุกธุรกรรมต้องมีลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) ที่สร้างจาก Private Key ของเจ้าของสินทรัพย์ ทำให้ไม่มีใครสามารถปลอมตัวเป็นเจ้าของบัญชีได้ หากไม่ครอบครองกุญแจดังกล่าว
- ข้อมูลแก้ไขย้อนหลังได้ยากมาก เพราะหากต้องการเปลี่ยนข้อมูลเพียงหนึ่งรายการ ผู้โจมตีจะต้องแก้ไขบล็อกทั้งหมด และควบคุมเครือข่ายส่วนใหญ่พร้อมกัน ซึ่งในเครือข่ายขนาดใหญ่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
กล่าวได้ว่า Blockchain มีความแข็งแกร่งในฐานะระบบบันทึกข้อมูล แต่ความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับ Blockchain เพียงอย่างเดียว
ทำไมยังมีข่าวคริปโทฯ ถูกขโมยอยู่เรื่อย ๆ?
ในระบบคริปโทฯ แม้ข้อมูลบน Blockchain จะถูกเข้ารหัสและตรวจสอบร่วมกันโดยคอมพิวเตอร์จำนวนมากจนแทบไม่สามารถปลอมแปลงได้ แต่ระบบนิเวศของคริปโทฯ ยังประกอบด้วยหลายส่วน เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล (Wallet) ศูนย์ซื้อขาย (Exchange) Smart Contract และ Oracle ซึ่งหากส่วนใดมีช่องโหว่ ผู้โจมตีก็สามารถขโมยสินทรัพย์ได้โดยไม่จำเป็นต้องเจาะ Blockchain เลย
นอกจากนี้ คริปโทฯ ยังเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง โอนข้ามประเทศได้รวดเร็ว และธุรกรรมส่วนใหญ่ไม่สามารถยกเลิกได้ ทำให้เป็นเป้าหมายสำคัญของอาชญากรไซเบอร์ทั่วโลก เมื่อรวมกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง จึงอาจเกิดช่องโหว่ของซอฟต์แวร์หรือข้อผิดพลาดจากมนุษย์ได้อยู่เสมอ
ข่าวการโจรกรรมคริปโทฯ ไม่ได้หมายความว่า Blockchain ถูกแฮก แต่สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลขึ้นอยู่กับทุกองค์ประกอบของระบบ ตั้งแต่ซอฟต์แวร์ ผู้ให้บริการ ไปจนถึงพฤติกรรมของผู้ใช้งาน หากจุดใดจุดหนึ่งมีช่องโหว่ สินทรัพย์ก็อาจตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ได้ แม้ว่าตัว Blockchain จะยังคงมีความปลอดภัยก็ตาม
โจรขโมยคริปโทฯ ได้อย่างไร?
1. ขโมย Private Key
Private Key คือกุญแจดิจิทัลที่ใช้พิสูจน์ความเป็นเจ้าของคริปโทเคอร์เรนซี เปรียบเสมือนรหัสผ่านขั้นสูงที่ใช้ลงลายเซ็นดิจิทัล (Digital Signature) เพื่ออนุมัติการทำธุรกรรมบน Blockchain ผู้ที่ครอบครอง Private Key จะสามารถสั่งโอนเหรียญออกจากกระเป๋าเงินได้ทันที โดยที่เครือข่าย Blockchain จะถือว่าธุรกรรมนั้นเป็นคำสั่งที่ถูกต้องจากเจ้าของบัญชี ดังนั้น หาก Private Key หรือ Seed Phrase ซึ่งเป็นข้อมูลสำรองที่สามารถสร้าง Private Key ขึ้นมาใหม่ได้ ตกไปอยู่ในมือของผู้อื่น ก็เท่ากับผู้ไม่หวังดีสามารถเข้าควบคุมสินทรัพย์ทั้งหมดในกระเป๋าเงินนั้นได้ทันที และธุรกรรมที่เกิดขึ้นก็แทบไม่สามารถยกเลิกหรือเรียกคืนได้
Private Key มักรั่วไหลจากความผิดพลาดของผู้ใช้งานมากกว่าการถูกเจาะระบบโดยตรง เช่น การติดมัลแวร์ที่แอบขโมยข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ การเก็บ Seed Phrase ไว้ในบริการ Cloud หรือไฟล์ออนไลน์ การถ่ายรูปเก็บไว้ในโทรศัพท์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต หรือการถูกหลอกผ่านเว็บไซต์และแอปพลิเคชันปลอมให้กรอก Seed Phrase เพื่อ “ยืนยันตัวตน” หรือ “กู้คืนกระเป๋าเงิน” นอกจากนี้ มิจฉาชีพยังมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุนของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อหลอกขอข้อมูลดังกล่าว ทั้งที่ผู้ให้บริการที่ถูกต้องจะไม่มีวันขอให้ผู้ใช้งานเปิดเผย Private Key หรือ Seed Phrase เพราะข้อมูลเหล่านี้คือสิ่งที่ให้สิทธิ์ในการควบคุมสินทรัพย์ทั้งหมดภายในกระเป๋าเงิน
2. แฮก Exchange
ผู้ใช้งานคริปโทฯ จำนวนมากเลือกฝากสินทรัพย์ไว้กับศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Exchange) แทนการถือครอง Private Key ด้วยตนเอง เพราะมีความสะดวกในการซื้อขายและไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดเก็บกุญแจดิจิทัล อย่างไรก็ตาม การฝากสินทรัพย์ไว้กับ Exchange หมายความว่า ผู้ให้บริการเป็นผู้ดูแล Private Key และกระเป๋าเงินดิจิทัลแทนลูกค้า โดย Exchange ส่วนใหญ่จะแบ่งสินทรัพย์ออกเป็น
Cold Wallet ซึ่งเก็บแบบออฟไลน์เพื่อความปลอดภัย
Hot Wallet ซึ่งเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเพื่อรองรับการฝากและถอนสินทรัพย์ในแต่ละวัน
หากคนร้ายสามารถเจาะระบบของ Exchange ได้ ก็อาจเข้าถึง Hot Wallet และขโมยสินทรัพย์ดิจิทัลที่เก็บไว้ได้ แม้ว่าตัว Blockchain จะไม่ได้ถูกเจาะระบบแต่อย่างใด
3. Smart Contract Bug
Smart Contract คือโปรแกรมที่ทำงานอัตโนมัติบน Blockchain โดยทำหน้าที่บังคับใช้เงื่อนไขที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น การโอนสินทรัพย์ การกู้ยืม การแลกเปลี่ยนโทเคน หรือการจ่ายผลตอบแทน โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลาง เมื่อเงื่อนไขครบถ้วน โปรแกรมจะดำเนินการทันทีและไม่สามารถแก้ไขหรือยกเลิกได้ง่ายหลังจากถูกนำขึ้นใช้งานบน Blockchain ดังนั้น หากนักพัฒนาเขียนโค้ดผิดพลาด หรือออกแบบตรรกะการทำงานไม่รัดกุม ผู้โจมตีก็สามารถใช้ช่องโหว่ดังกล่าวเพื่อหลอกให้ Smart Contract โอนสินทรัพย์ออกจากระบบ หรือทำธุรกรรมที่เจ้าของโครงการไม่ได้ตั้งใจให้เกิดขึ้นได้
ในโลกของ Decentralized Finance (DeFi) Smart Contract ถือเป็นหัวใจสำคัญของบริการแทบทุกประเภท จึงกลายเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรไซเบอร์เช่นกัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีเหตุโจมตีที่อาศัยช่องโหว่ของ Smart Contract หรือข้อบกพร่องในการออกแบบโปรโตคอลจนสร้างความเสียหายรวมหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้หลายโครงการจะผ่านการตรวจสอบโค้ด ก่อนเปิดใช้งานแล้วก็ตาม เพราะผู้โจมตีมักค้นพบช่องโหว่ใหม่ ๆ หรือใช้เทคนิคที่ซับซ้อน เช่น การผสมผสานข้อผิดพลาดหลายจุดเข้าด้วยกันเพื่อโจมตีระบบ ทำให้การรักษาความปลอดภัยของ Smart Contract ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมคริปโทฯ ในปัจจุบัน
4. Oracle Attack
Smart Contract ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลจากโลกภายนอกได้ด้วยตัวเอง จึงต้องอาศัย Oracle ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการนำข้อมูลจากภายนอกเข้าสู่ Blockchain เช่น ราคาสินทรัพย์ อัตราแลกเปลี่ยน ผลการแข่งขันกีฬา หรือข้อมูลสภาพอากาศ เพื่อให้ Smart Contract ใช้ประกอบการตัดสินใจและดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น แพลตฟอร์ม DeFi ที่ให้บริการกู้ยืมสินทรัพย์จะต้องอาศัย Oracle ในการอัปเดตราคาของคริปโทฯ แบบเรียลไทม์ เพื่อคำนวณมูลค่าหลักประกันและพิจารณาว่าควรปล่อยกู้หรือบังคับขายหลักประกันหรือไม่ หากไม่มี Oracle แล้ว Smart Contract จะรับรู้ได้เพียงข้อมูลที่อยู่บน Blockchain เท่านั้น และไม่สามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ในโลกภายนอกได้
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อ Oracle ส่งข้อมูลที่ผิดพลาด ล่าช้า หรือถูกผู้โจมตีบิดเบือน (Oracle Manipulation) เช่น การทำให้ราคาสินทรัพย์สูงหรือต่ำกว่าความเป็นจริง แล้วหลอกให้ Smart Contract คำนวณมูลค่าหลักประกันผิด ส่งผลให้ผู้โจมตีสามารถกู้เงินเกินมูลค่า ซื้อสินทรัพย์ในราคาที่ผิดปกติ หรือถอนเงินออกจากระบบโดยมิชอบได้ จึงทำให้ Oracle Attack เป็นหนึ่งในภัยคุกคามสำคัญของระบบ DeFi และเป็นเหตุผลที่โครงการสมัยใหม่หันมาใช้ Oracle แบบกระจายศูนย์ที่รวบรวมข้อมูลจากหลายแหล่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกบิดเบือนข้อมูล
5. Flash Loan Attack
Flash Loan คือรูปแบบการกู้ยืมสินทรัพย์ในระบบ DeFi ที่แตกต่างจากการกู้เงินทั่วไป เพราะผู้กู้ไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องยืมและคืนเงินทั้งหมดภายในธุรกรรม Blockchain เดียวกัน หากไม่สามารถคืนเงินได้ตามเงื่อนไข ธุรกรรมทั้งหมดจะถูกยกเลิกเสมือนว่าไม่เคยเกิดขึ้น ทำให้ Flash Loan กลายเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์สำหรับการทำ Arbitrage หรือการหากำไรจากส่วนต่างราคาในตลาดต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการเข้าถึงเงินทุนจำนวนมหาศาลในเวลาไม่กี่วินาที ก็ถูกนำไปใช้เป็นอาวุธในการโจมตีโปรโตคอล DeFi ที่มีช่องโหว่ได้เช่นกัน
ในการโจมตีแบบ Flash Loan ผู้ไม่หวังดีจะกู้สินทรัพย์จำนวนมหาศาล แล้วนำเงินดังกล่าวไปสร้างความผิดปกติในระบบ เช่น ปั่นราคาสินทรัพย์ในตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำ หลอก Oracle ให้ส่งข้อมูลราคาที่ผิด หรือใช้ประโยชน์จากข้อผิดพลาดของ Smart Contract จากนั้นจึงถอนสินทรัพย์ออกจากโปรโตคอลและคืนเงินกู้ภายในธุรกรรมเดียว โดยผู้โจมตีแทบไม่ต้องใช้เงินทุนของตัวเอง ตัวอย่างเช่น การโจมตีที่อาศัย Flash Loan ร่วมกับการบิดเบือนราคา ทำให้โปรโตคอล DeFi หลายแห่งสูญเสียเงินจำนวนมากในเวลาเพียงไม่กี่วินาที เหตุการณ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่า Flash Loan ไม่ใช่ช่องโหว่ด้วยตัวมันเอง แต่เป็น “เครื่องมือขยายความเสียหาย” ที่ทำให้ช่องโหว่ของ Smart Contract หรือระบบราคาใน DeFi ถูกใช้โจมตีได้รุนแรงขึ้น
6. Phishing
แม้ระบบ Blockchain และกระเป๋าเงินดิจิทัลจะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ซับซ้อนเพียงใด แต่หากผู้ใช้งานถูกหลอกให้เปิดเผยข้อมูลสำคัญหรืออนุมัติธุรกรรมด้วยตนเอง ก็ยังสามารถสูญเสียสินทรัพย์ได้ โดย Phishing เป็นหนึ่งในวิธีโจมตีที่พบได้บ่อยที่สุด เพราะไม่ได้มุ่งเจาะระบบโดยตรง แต่ใช้เทคนิคทางจิตวิทยาหลอกให้เหยื่อเป็นผู้เปิดช่องทางให้คนร้ายเข้าถึงทรัพย์สิน เช่น การสร้างเว็บไซต์ปลอมที่เลียนแบบ Exchange หรือ Wallet ยอดนิยม การส่งอีเมลหรือข้อความปลอมที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายสนับสนุน รวมถึงการซื้อโฆษณาปลอมบน Search Engine เพื่อให้ผู้ใช้เข้าใจว่าเป็นเว็บไซต์จริง จากนั้นหลอกให้ผู้ใช้เชื่อมต่อ Wallet กดยืนยันธุรกรรม หรือกรอก Seed Phrase ซึ่งเป็นข้อมูลที่สามารถควบคุมสินทรัพย์ทั้งหมดภายในกระเป๋าเงินได้
จุดอันตรายของ Phishing ในโลกคริปโทฯ คือ เมื่อผู้ใช้งานเป็นผู้กดยืนยันธุรกรรมด้วยตัวเอง Blockchain จะถือว่ารายการดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ถูกต้องจากเจ้าของ Wallet เพราะระบบไม่สามารถแยกได้ว่าผู้กดทำรายการนั้นเป็นเจ้าของจริงหรือถูกหลอกให้กด ดังนั้น หากผู้ใช้เผลออนุมัติ Smart Contract ที่เป็นอันตราย หรือส่ง Private Key และ Seed Phrase ให้กับมิจฉาชีพ สินทรัพย์อาจถูกโอนออกไปทันที และเนื่องจากธุรกรรมบน Blockchain ส่วนใหญ่ไม่สามารถย้อนกลับได้เหมือนการยกเลิกบัตรเครดิตหรือการโอนผ่านธนาคารแบบดั้งเดิม การป้องกันจึงต้องเริ่มจากพฤติกรรมของผู้ใช้งานเอง เช่น ตรวจสอบ URL ทุกครั้ง ไม่เปิดเผย Seed Phrase กับบุคคลอื่น และไม่อนุมัติธุรกรรมที่ไม่เข้าใจอย่างชัดเจน
7. Insider Attack
ภัยคุกคามทางไซเบอร์ไม่ได้เกิดจากแฮกเกอร์ภายนอกองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ยังอาจมาจาก บุคคลภายใน (Insider Threat) ที่มีสิทธิ์เข้าถึงระบบสำคัญ เช่น ผู้ดูแลระบบ วิศวกร นักพัฒนา ผู้ดูแลกระเป๋าเงินดิจิทัล หรือผู้บริหารที่มีอำนาจอนุมัติธุรกรรม บุคคลเหล่านี้อาจใช้สิทธิ์ที่มีอยู่ในทางที่ผิด เช่น ขโมย Private Key ขององค์กร แอบโอนสินทรัพย์ออกจากระบบ แก้ไขข้อมูล หรือเปิดช่องทางให้บุคคลภายนอกเข้าถึงระบบได้ เนื่องจาก Insider มีสิทธิ์และความเข้าใจโครงสร้างภายในมากกว่าผู้โจมตีทั่วไป จึงสามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรงและตรวจพบได้ยากกว่าการโจมตีจากภายนอก งานวิจัยด้านความปลอดภัยของระบบคริปโทฯ ยังพบว่า เหตุการณ์โจมตีจำนวนมากไม่ได้เกิดจากปัญหาของ Blockchain โดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับกระบวนการภายใน การจัดการสิทธิ์ และการควบคุมการทำงานของบุคลากรในองค์กรด้วย
บทสรุป
Blockchain ยังคงเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูงที่สุดในการบันทึกและยืนยันข้อมูลธุรกรรม แต่การถือครองและซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีไม่ได้อาศัย Blockchain เพียงอย่างเดียว ยังมี Wallet, Exchange, Smart Contract, Oracle และผู้ใช้งานที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบทั้งหมด
ดังนั้น ข่าวการถูกขโมยคริปโทฯ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ได้แปลว่า Blockchain ถูกเจาะ แต่ส่วนใหญ่เกิดจากการโจมตีองค์ประกอบรอบข้าง หรือการใช้ประโยชน์จากความผิดพลาดของมนุษย์และซอฟต์แวร์
สำหรับผู้ลงทุน การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรักษา Private Key และ Seed Phrase อย่างปลอดภัย เปิดใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัย (MFA) ใช้กระเป๋าเงินฮาร์ดแวร์สำหรับการถือครองระยะยาว ระมัดระวังเว็บไซต์และลิงก์ที่ไม่น่าเชื่อถือ และเลือกใช้ผู้ให้บริการที่มีมาตรการด้านความปลอดภัยและการกำกับดูแลที่โปร่งใส เพราะแม้ Blockchain จะมีความแข็งแกร่งเพียงใด หากจุดอ่อนอยู่ที่คนหรือระบบรอบข้าง สินทรัพย์ดิจิทัลก็ยังคงตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรไซเบอร์ได้เสมอ
อ้างอิง และ cover iT24Hrs
อ่านบทความและข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
คริปโทฯ โดนแฮก! ไขความลับ ทำไม Blockchain ที่เครมว่าปลอดภัย แต่เงินยังหาย?
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 080234502
