Ig Nobel 2026 ประกาศผู้ชนะครบแล้ว เพราะวิทยาศาสตร์ไม่เคยหยุดยั้งที่จะตั้งคำถามต่อสิ่งรอบตัว แม้ในประเด็นที่ดูผิวเผินอาจเสมือนเรื่องขบขันหรือแปลกประหลาดที่สุดในสายตาคนทั่วไป ทว่าภายใต้หัวข้อวิจัยที่สร้างรอยยิ้มเหล่านี้ กลับแฝงไปด้วยองค์ความรู้เชิงลึกที่กระตุ้นให้เกิดการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์
รางวัลอิกโนเบล (Ig Nobel) ประจำปี ค.ศ. 2026 ได้นำเสนอผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่เริ่มต้นด้วยการสร้างความขบขัน ก่อนจะนำไปสู่การขบคิดอย่างลึกซึ้งอีกครั้ง การประกาศผลรางวัลในปีนี้รวบรวม 10 งานวิจัยที่ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชา การศึกษาเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดที่ไม่มีที่สิ้นสุดของความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ และเป็นเครื่องยืนยันว่าองค์ความรู้เชิงวิชาการที่มีคุณค่า ไม่จำเป็นต้องจำกัดอยู่เพียงในกรอบทฤษฎีที่เคร่งเครียด แต่สามารถงอกเงยจากการตั้งคำถามที่ท้าทายความเชื่อเดิมๆ ของสังคม
Biomechanics : “การจูบ” คืออะไร
นักวิจัย Matilda Brindle, Catherine Talbot และ Stuart West เริ่มต้นจากคำถามง่าย ๆ ว่า “จริง ๆ แล้วอะไรคือการจูบ?” เพราะพฤติกรรมปากต่อปากไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในมนุษย์ แต่พบในสัตว์หลากหลายชนิด อย่างไรก็ตาม การเรียกพฤติกรรมเหล่านี้ว่า “การจูบ” อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด เพราะการสัมผัสปากบางรูปแบบมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งอาหารหรือเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว นักวิจัยจึงทำ targeted scoping review รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยและแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของไพรเมต แล้วใช้วิธีทางวิวัฒนาการและสถิติแบบ Bayesian phylogenetic เพื่อเปรียบเทียบการปรากฏของพฤติกรรมนี้ในสายพันธุ์ต่าง ๆ โดยนิยาม “การจูบ” ให้เป็น ปฏิสัมพันธ์ที่ไม่ก้าวร้าว ระหว่างสัตว์ชนิดเดียวกัน มีการสัมผัสปากต่อปากโดยมีการเคลื่อนไหวของริมฝีปากหรือส่วนปาก และไม่มีการส่งต่ออาหาร
ผลการวิเคราะห์พบว่า การจูบตามนิยามใหม่นี้ไม่ได้เป็นพฤติกรรมเฉพาะของมนุษย์ แต่พบหลักฐานในสัตว์หลายกลุ่ม ตั้งแต่มด นก ไปจนถึงหมีขั้วโลก แม้ข้อมูลที่นำมาวิเคราะห์เชิงวิวัฒนาการจะเน้นไปที่ลิงและเอปในแอฟริกา-ยูเรเชียซึ่งมีข้อมูลเปรียบเทียบมากกว่า นักวิจัยพบว่าลิงเอปขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ที่ยังมีชีวิตอยู่มีพฤติกรรมลักษณะนี้ และจากการใช้ข้อมูลด้านสายวิวัฒนาการ พวกเขาประเมินว่า บรรพบุรุษร่วมของกลุ่มนี้อาจมีพฤติกรรมการจูบมาตั้งแต่ประมาณ 21.5–16.9 ล้านปีก่อน จึงมีความเป็นไปได้ว่า Neanderthals ก็อาจมีพฤติกรรมดังกล่าวด้วย นอกจากนี้ การจูบยังมีความสัมพันธ์ในระดับหนึ่งกับปัจจัยอย่างระบบการผสมพันธุ์ อาหาร และพฤติกรรมการป้อนอาหารแบบเคี้ยวล่วงหน้า แต่ความสัมพันธ์เหล่านี้ยังไม่สมบูรณ์พอที่จะสรุปว่าปัจจัยใดเป็นสาเหตุของการวิวัฒนาการของการจูบ
สิ่งสำคัญของงานนี้จึงไม่ใช่แค่การตอบว่า “สัตว์จูบกันหรือไม่” แต่คือการสร้างกรอบมาตรฐานสำหรับศึกษาพฤติกรรมที่เคยถูกมองว่าเป็นเรื่องเฉพาะของมนุษย์ การมีนิยามที่ชัดเจนช่วยให้นักวิจัยสามารถเก็บข้อมูลจากสัตว์แต่ละชนิดด้วยเกณฑ์เดียวกัน และนำไปเปรียบเทียบวิวัฒนาการของพฤติกรรมทางสังคมได้ในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักวิจัยย้ำว่าข้อมูลปัจจุบันยังมีจำกัด โดยเฉพาะในสัตว์นอกกลุ่มเอปขนาดใหญ่ ดังนั้นงานต่อไปอาจแยกศึกษาการจูบประเภทต่าง ๆ เช่น การจูบเชิงโรแมนติกกับการจูบเพื่อสร้างความสัมพันธ์ทางสังคม รวมถึงศึกษาความแตกต่างภายในแต่ละสายพันธุ์ เพื่อค้นหาว่าเหตุใดพฤติกรรมที่ดูเรียบง่ายอย่าง “การจูบ” จึงดำรงอยู่ผ่านวิวัฒนาการมาเป็นเวลาหลายล้านปี
Economics: คนชนชั้นสูงมีจริยธรรมน้อยกว่า?
นักวิจัย Paul Piff และคณะต้องการหาคำตอบว่า สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมที่สูงขึ้นเกี่ยวข้องกับแนวโน้มการทำผิดจริยธรรมหรือไม่ โดยใช้การทดลองและการสังเกตพฤติกรรมรวมทั้งหมด 7 การศึกษา ครอบคลุมสถานการณ์ในชีวิตจริงและการทดลองในห้องแล็บ เช่น สังเกตพฤติกรรมของผู้ขับรถจากประเภทของรถยนต์ว่ามีแนวโน้มปาดหน้ารถคันอื่นหรือไม่ รวมถึงดูพฤติกรรมการไม่ยอมให้คนข้ามถนน การโกหก การโกง และทัศนคติต่อความโลภ หนึ่งในการทดลองที่โดดเด่นที่สุดคือการวางโถลูกอมไว้ในห้องทดลอง พร้อมบอกผู้เข้าร่วมว่าลูกอมดังกล่าวเตรียมไว้สำหรับเด็กในห้องทดลองใกล้เคียง แต่ผู้เข้าร่วมสามารถหยิบได้หากต้องการ เพื่อใช้เป็นตัวชี้วัดว่าพวกเขาจะยอมเอาของที่ตั้งใจไว้สำหรับผู้อื่นมาเป็นของตนเองหรือไม่
ผลการศึกษาพบรูปแบบที่น่าสนใจว่า ผู้เข้าร่วมที่อยู่ในกลุ่มสถานะทางสังคมสูงมีแนวโน้มแสดงพฤติกรรมผิดจริยธรรมมากกว่าในหลายสถานการณ์ โดยเฉพาะการทดลองการหยิบลูกอมที่เตรียมไว้สำหรับเด็ก กลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้รู้สึกว่าตนเองมีสถานะทางสังคมสูงหยิบลูกอมเฉลี่ย 1.17 ชิ้น ขณะที่กลุ่มสถานะต่ำหยิบเฉลี่ย 0.60 ชิ้น นอกจากนี้ กลุ่มสถานะสูงยังมีแนวโน้มโกหกในการเจรจา โกงเพื่อเพิ่มโอกาสได้รับรางวัล และสนับสนุนพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับความโลภมากกว่า อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไม่ได้หมายความว่าคนมีฐานะทุกคนจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ แต่ชี้ให้เห็น “แนวโน้ม” ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อบุคคลรู้สึกว่าตนเองมีทรัพยากร อำนาจ หรือสถานะเหนือกว่าผู้อื่น โดยนักวิจัยเสนอว่าทัศนคติที่มองความโลภในแง่บวกอาจเป็นหนึ่งในกลไกที่อธิบายความสัมพันธ์นี้ได้
การค้นพบนี้เปิดประเด็นว่า สภาพแวดล้อมทางสังคม อำนาจ และความรู้สึกว่าตนเองมีสิทธิ์เหนือผู้อื่น อาจส่งผลต่อการตัดสินใจทางจริยธรรมได้อย่างไร งานวิจัยสามารถนำไปต่อยอดในการศึกษาพฤติกรรมของผู้นำ ผู้บริหาร และผู้มีอำนาจ รวมถึงการออกแบบกฎเกณฑ์หรือระบบตรวจสอบที่ลดโอกาสเกิดผลประโยชน์ทับซ้อนและการตัดสินใจที่เห็นแก่ตัว ขณะเดียวกัน นักวิจัยก็ชี้ว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ควรถูกตีความแบบเหมารวม เพราะยังมีคนฐานะสูงจำนวนมากที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ดังนั้นบทเรียนสำคัญอาจไม่ใช่ “คนรวยนิสัยแย่กว่า” แต่คือ เมื่อคนมีอำนาจและทรัพยากรมากขึ้น เราควรออกแบบระบบให้ความรับผิดชอบและผลกระทบต่อผู้อื่นยังคงถูกนำมาพิจารณาในการตัดสินใจ
Chemistry: นมแมลงสาบมีพลังงานมากกว่านมวัว 3 เท่า
นักวิจัยสนใจว่าเหตุใดแมลงสาบชนิด Diploptera punctata หรือ Pacific beetle cockroach ซึ่งเป็นหนึ่งในแมลงสาบที่ออกลูกเป็นตัว จึงสามารถเลี้ยงตัวอ่อนภายในร่างกายได้ โดยตัวเมียจะสร้างของเหลวคล้ายนมเพื่อเป็นอาหารให้ตัวอ่อน งานวิจัยจึงมุ่งศึกษาว่า “นม” นี้มีองค์ประกอบและโครงสร้างทางเคมีอย่างไร นักวิจัยแยกผลึกโปรตีนที่เกิดขึ้นในทางเดินอาหารของตัวอ่อน แล้วใช้ X-ray macromolecular crystallography วิเคราะห์โครงสร้างในระดับอะตอมด้วยความละเอียดประมาณ 1.2 อังสตรอม ผลการศึกษาพบว่าโปรตีนกลุ่มนี้เรียกว่า lipocalin-like milk proteins หรือ Lili-Mips สามารถจับกับไขมันและรวมตัวกันเป็นผลึกที่มีโครงสร้างหนาแน่นมาก ภายในผลึกยังมีทั้งโปรตีน น้ำตาลที่จับกับโปรตีน และกรดไขมัน ทำให้เกิดรูปแบบการเก็บสารอาหารที่แตกต่างจากนมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างมาก
ผลการวิเคราะห์พบว่า ผลึกโปรตีนนมแมลงสาบมีพลังงานต่อมวลมากกว่านมสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ใช้เปรียบเทียบมากกว่า 3 เท่า โดยงานวิจัยประเมินว่าผลึกหนึ่งก้อนมีพลังงานประมาณ 3.7 × 10⁻⁵ จูล และเมื่อปรับเทียบตามมวล พบว่ามีองค์ประกอบที่อัดแน่นทั้งโปรตีน ไขมัน และน้ำตาล การจัดเรียงตัวเป็นผลึกจึงทำหน้าที่เสมือน “คลังพลังงานขนาดจิ๋ว” ที่ค่อย ๆ ปลดปล่อยสารอาหารให้ตัวอ่อนนำไปใช้ในการเจริญเติบโต จุดสำคัญคือความหนาแน่นนี้เกิดจาก โครงสร้างผลึกของโปรตีน ไม่ใช่เพียงเพราะมีโปรตีนมากกว่านมวัว โดยงานก่อนหน้านี้พบว่านมของ D. punctata มีโปรตีนประมาณ 45% คาร์โบไฮเดรต 25% และไขมันราว 16–22% ซึ่งช่วยอธิบายว่าทำไมมันจึงเป็นแหล่งพลังงานที่เข้มข้นสำหรับตัวอ่อน
สิ่งที่น่าสนใจของงานนี้จึงไม่ได้อยู่ที่การนำ “นมแมลงสาบ” มาทดแทนนมวัว แต่คือการค้นพบกลไกทางชีวภาพที่ธรรมชาติใช้ในการเก็บสารอาหารอย่างมีประสิทธิภาพ โครงสร้างผลึก Lili-Mip อาจเป็นต้นแบบให้ศึกษาการออกแบบวัสดุหรือระบบกักเก็บสารอาหารที่สามารถเก็บโปรตีน ไขมัน และพลังงานไว้ในพื้นที่ขนาดเล็ก รวมถึงต่อยอดงานด้านชีววิทยาเชิงโครงสร้างและชีววัสดุในอนาคต อย่างไรก็ตาม การนำสารนี้มาเป็นอาหารสำหรับมนุษย์ยังเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะงานวิจัยดั้งเดิมมุ่งศึกษาหน้าที่และโครงสร้างของสารอาหารสำหรับตัวอ่อนแมลงสาบ ไม่ใช่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร ดังนั้นคำว่า “Superfood จากแมลงสาบ” จึงควรใช้ด้วยความระมัดระวัง และไม่ควรตีความว่าเราสามารถดื่มนมแมลงสาบแทนนมวัวได้ในปัจจุบัน
Medicine: อากาศพลศาสตร์ของการสั่งน้ำมูก
งานวิจัยของ Tokuji Unno และ Hiroshi Yajima เริ่มต้นจากคำถามที่ดูธรรมดามากว่า “เราควรสั่งน้ำมูกอย่างไรจึงจะมีประสิทธิภาพ?” นักวิจัยต้องการทำความเข้าใจกลไกของการสั่งน้ำมูกในเชิงอากาศพลศาสตร์ และนำข้อมูลไปใช้สร้างคำแนะนำถึงวิธีสั่งน้ำมูกอย่างเหมาะสม โดยทดลองวัดการไหลของอากาศระหว่างการสั่งน้ำมูกผ่านรูจมูกแต่ละข้างและทั้งสองข้างพร้อมกัน งานวิจัยใช้เครื่องมือที่เรียกว่า pneumotachometer เพื่อวัดอัตราการไหล ปริมาตร และช่วงเวลาของลมหายใจที่ถูกเป่าออก รวมถึงใช้ balloon catheter เชื่อมต่อกับ pressure transducer เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของความดันบริเวณช่องหู จากการทดลองทั้งหมดประมาณ 60 ครั้ง ทำให้นักวิจัยสามารถนำ “การสั่งน้ำมูก” ซึ่งเป็นพฤติกรรมในชีวิตประจำวันมาวิเคราะห์ด้วยหลักฟิสิกส์ของการไหลของอากาศได้อย่างเป็นระบบ
ผลการทดลองพบว่า ความแรงและความเร็วของแรงเป่ามีผลต่อประสิทธิภาพในการขับเมือกออกจากจมูก โดยการเป่าที่มีแรงส่งมากขึ้นสามารถช่วยขับสิ่งคัดหลั่งออกได้ดีขึ้น ขณะที่ความดันที่ตรวจพบในช่องหูจากการทดลองไม่ได้อยู่ในระดับที่นักวิจัยมองว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในหูอย่างมีนัยสำคัญ และจากข้อมูลดังกล่าว งานวิจัยดั้งเดิมจึงเสนอว่า “การสั่งน้ำมูกที่แรงและยาว” อาจช่วยให้ขับน้ำมูกออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม คำแนะนำนี้ควรตีความในบริบทของงานวิจัยปี 1977 เพราะงานวิจัยทางการแพทย์ภายหลังชี้ว่าการสั่งน้ำมูกอย่างรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อปิดรูจมูกทั้งสองข้าง สามารถสร้างความดันในโพรงจมูกสูงขึ้น และในกรณีที่รุนแรงมากอาจทำให้เกิดเลือดกำเดา การบาดเจ็บ หรือดันสารคัดหลั่งเข้าสู่ไซนัสและหูชั้นกลางได้
สิ่งที่งานนี้นำไปต่อยอดได้จึงไม่ได้มีแค่การตอบว่า “สั่งน้ำมูกอย่างไร” แต่ยังเป็นตัวอย่างว่าหลัก fluid dynamics หรือพลศาสตร์ของของไหล สามารถนำมาใช้ศึกษาระบบทางเดินหายใจและพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างไร งานวิจัยรุ่นหลังได้นำแนวคิดเรื่องแรงดันและการไหลของอากาศมาศึกษาต่อ เช่น การเปรียบเทียบการสั่งน้ำมูกแบบปิดรูจมูกหนึ่งข้างกับไม่ปิด โดยใช้ acoustic rhinometry และการวัดความดันในหู พบว่าทั้งสองวิธีสามารถทำให้ทางเดินจมูกโล่งได้ใกล้เคียงกันในแง่การวัดแบบวัตถุวิสัย ขณะที่ผู้เข้าร่วมรู้สึกว่าการปิดรูจมูกหนึ่งข้างทำให้จมูกโล่งกว่า ดังนั้นบทเรียนจากงานนี้คือ การสั่งน้ำมูกไม่ใช่แค่เรื่องของความแรง แต่เป็นเรื่องของการควบคุมแรงดันและทิศทางการไหลของอากาศด้วย ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่งานด้านโรคจมูก ไซนัส หูชั้นกลาง และการออกแบบคำแนะนำด้านสุขภาพที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับมากขึ้น
Biology : ปัจจัยที่ทำให้งูตัดสินใจฉกมนุษย์
งานวิจัยนี้ต้องการหาคำตอบว่า อะไรเป็นตัวกระตุ้นให้งูพิษตัดสินใจกัดมนุษย์ โดยศึกษางูพิษ Bothrops jararaca หรือ งูพิษชนิดหนึ่งที่พบในบราซิล นักวิจัยพยายามจำลองสถานการณ์ที่มนุษย์อาจสัมผัสกับงูในธรรมชาติ โดยใช้รองเท้านิรภัยและวางเท้าลงอย่างเบาบนบริเวณต่าง ๆ ของงู ทั้งส่วนหัว ลำตัว และหาง รวมถึงทดลองวางเท้าใกล้ตัวงูโดยไม่สัมผัสโดยตรง พร้อมเปรียบเทียบปัจจัยอย่างขนาดและเพศของงู อุณหภูมิร่างกาย อุณหภูมิแวดล้อม และช่วงเวลาของวัน เพื่อดูว่าเงื่อนไขใดทำให้โอกาสที่งูจะกัดเพิ่มขึ้น การทดลองเดิมรายงานว่ามีการทดสอบกับงูจำนวนมากและนำผลไปเปรียบเทียบกับข้อมูลการถูกงูกัดที่เกิดขึ้นจริงในรัฐเซาเปาลู
จากผลที่รายงานในบทความต้นฉบับ นักวิจัยพบว่า งูมีแนวโน้มกัดมากขึ้นเมื่อถูกสัมผัสบริเวณศีรษะ เมื่อเทียบกับการสัมผัสส่วนอื่นของร่างกาย และปัจจัยด้านอุณหภูมิและช่วงเวลาก็มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการกัด โดยงูอายุน้อยและมีขนาดเล็กมีแนวโน้มกัดมากกว่า ขณะที่ในบางกลุ่ม งูเพศเมียอายุน้อยมีแนวโน้มตอบสนองด้วยการกัดสูงกว่า ผลดังกล่าวถูกนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลการถูกงูกัดในพื้นที่จริง และผู้วิจัยเสนอว่าปัจจัยด้านชีววิทยาของงู รวมกับสภาพแวดล้อมและลักษณะการสัมผัสระหว่างคนกับงู อาจช่วยอธิบายว่าทำไมความเสี่ยงจากงูกัดจึงแตกต่างกันไปตามสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม ผลเหล่านี้ไม่ควรถูกนำเสนอในฐานะข้อสรุปทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันแล้ว เพราะบทความดังกล่าวถูก Scientific Reports ถอนออกในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 หลังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการทดลองกับสัตว์ โดยคณะกรรมการจริยธรรมของ Butantan Institute ระบุว่าใบอนุญาตไม่ได้ครอบคลุมงูแรกเกิดหรือวิธีการ “soft stepping” ที่ใช้ในการศึกษา
แม้งานวิจัยจะมีปัญหาด้านจริยธรรมและสถานะทางวิชาการ แต่คำถามเบื้องหลังงานยังมีความสำคัญต่อการป้องกัน snakebite เพราะการทำความเข้าใจว่าปัจจัยใดทำให้งูมีแนวโน้มป้องกันตัวด้วยการกัด สามารถช่วยพัฒนามาตรการลดการสัมผัสระหว่างคนกับงู การประเมินพื้นที่เสี่ยง และการวางแผนด้านสาธารณสุข เช่น การจัดเตรียมเซรุ่มต้านพิษในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม การศึกษาต่อในอนาคตควรใช้วิธีที่ผ่านการรับรองด้านจริยธรรมและลดการกระตุ้นหรือทำร้ายสัตว์ให้มากที่สุด โดยอาจใช้การสังเกตในธรรมชาติ การวิเคราะห์ข้อมูลการถูกงูกัดย้อนหลัง หรือการทดลองที่ไม่จำเป็นต้องสัมผัสงูโดยตรง เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของงู อุณหภูมิ สภาพแวดล้อม และความเสี่ยงต่อมนุษย์อย่างปลอดภัยและน่าเชื่อถือกว่าเดิม
Physics : โถปัสสาวะที่ไม่ทำให้เกิดน้ำกระเด็น
นักวิจัยเริ่มจากปัญหาที่ดูธรรมดาแต่มีผลต่อสุขอนามัยในห้องน้ำสาธารณะ นั่นคือ น้ำปัสสาวะกระเด็นกลับเมื่อกระทบพื้นผิวโถปัสสาวะ โดยต้องการหาว่าปัจจัยทางฟิสิกส์ใดเป็นตัวกำหนดปริมาณการกระเด็น งานวิจัยจึงผสมผสานการสร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์กับการทดลอง โดยใช้น้ำที่ปล่อยผ่านหัวฉีดซึ่งจำลองลักษณะการไหลของปัสสาวะ แล้วให้ลำของเหลวตกกระทบพื้นผิวที่มีมุมแตกต่างกันตั้งแต่ 20–90 องศา จากนั้นวัดปริมาณของเหลวที่กระเด็นออกมาและนำข้อมูลมาสร้างแบบจำลองที่เกี่ยวข้องกับ Weber number และ Reynolds number ซึ่งใช้วิเคราะห์พฤติกรรมของของเหลวเมื่อพุ่งชนพื้นผิว
ผลการวิจัยพบว่า “มุมที่ลำของเหลวกระทบพื้นผิว” เป็นปัจจัยสำคัญอย่างมากต่อการเกิด splashback เมื่อมุมกระทบลดลง การกระเด็นก็ลดลงอย่างชัดเจน แบบจำลองพบว่าหากควบคุมมุมกระทบให้อยู่ต่ำกว่าค่าจุดวิกฤตประมาณ 30 องศา ปริมาณการกระเด็นสามารถลดลงได้ราว 95% เมื่อเทียบกับกรณีที่กระแทกพื้นผิวเกือบตั้งฉาก นักวิจัยจึงนำสมการที่ได้ไปออกแบบรูปทรงภายในโถปัสสาวะให้สามารถบังคับให้ลำของเหลวกระทบพื้นผิวด้วยมุมต่ำ แม้ว่าผู้ใช้อาจเล็งไปยังตำแหน่งต่าง ๆ ก็ตาม และการทดสอบต้นแบบพบว่าสามารถลด splashback เหลือประมาณ 1.4% ของโถปัสสาวะเชิงพาณิชย์ทั่วไป
การค้นพบนี้จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงทำให้ผู้ใช้ “ไม่โดนน้ำกระเด็นใส่” แต่ยังสามารถนำไปสู่การออกแบบห้องน้ำที่สะอาดและประหยัดทรัพยากรมากขึ้น เพราะ splashback ที่ลดลงหมายถึงพื้นและบริเวณโดยรอบปนเปื้อนน้อยลง ลดภาระการทำความสะอาด การใช้น้ำ และสารเคมี รวมถึงช่วยลดต้นทุนในการดูแลห้องน้ำสาธารณะ นักวิจัยยังประเมินว่า หากนำโถปัสสาวะรูปแบบใหม่นี้ไปใช้แทนโถปัสสาวะในสถานที่ที่ไม่ใช่ที่พักอาศัยจำนวนมากในสหรัฐฯ อาจช่วยป้องกันปัสสาวะกระเด็นลงพื้นได้ประมาณ 1 ล้านลิตรต่อวัน จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าโจทย์เล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันสามารถกลายเป็นปัญหาทางวิศวกรรมที่ใช้ฟิสิกส์และสมการคณิตศาสตร์เพื่อสร้างผลกระทบในระดับสังคมได้
Technology หัวพิมพ์ 3D จากปากยุง
งานวิจัย 3D Necroprinting เริ่มจากคำถามว่า เราสามารถนำโครงสร้างทางชีวภาพจากสิ่งมีชีวิตที่ตายแล้วมาใช้แทนชิ้นส่วนวิศวกรรมที่มีราคาแพงได้หรือไม่ นักวิจัยจาก McGill University จึงสำรวจโครงสร้างตามธรรมชาติหลายชนิดที่มีหน้าที่ส่งผ่านของเหลว เช่น เขี้ยวงู เหล็กในแมลง และส่วนปากของแมลงหลายชนิด ก่อนพบว่า proboscis หรือส่วนปากของยุงตัวเมีย มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นหัวฉีดขนาดจิ๋ว เพราะมีรูปร่างตรง มีความแข็งแรงเพียงพอ และวิวัฒนาการมาเพื่อเจาะผิวหนังและลำเลียงของเหลวโดยเฉพาะ จากนั้นทีมวิจัยนำ proboscis ของยุงที่เลี้ยงในห้องปฏิบัติการและตายแล้วมาติดตั้งเข้ากับระบบ direct ink writing (DIW) 3D printer พร้อมทดสอบแรงดัน ความเร็วการไหล และความเร็วในการเคลื่อนที่ของหัวพิมพ์ เพื่อหาช่วงการทำงานที่เหมาะสมที่สุด
ผลการทดลองพบว่า “หัวพิมพ์จากปากยุง” สามารถพิมพ์เส้นวัสดุที่มีขนาดเล็กได้ถึงประมาณ 20 ไมโครเมตร และในการทดลองบางรูปแบบสามารถทำได้ละเอียดประมาณ 18 ไมโครเมตร ซึ่งละเอียดกว่าหัวจ่ายโลหะที่มีจำหน่ายทั่วไปหลายรุ่น นักวิจัยยังนำหัวฉีดชีวภาพนี้ไปสร้างโครงสร้างที่ซับซ้อน เช่น ลายรังผึ้งและรูปใบเมเปิล รวมถึงสร้าง bioscaffold ที่บรรจุเซลล์มะเร็งและเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยการทดลองกับโครงสร้างที่มีเซลล์พบว่าเซลล์ยังมีชีวิตอยู่หลังการพิมพ์ในระดับประมาณ 86% แสดงให้เห็นว่าหัวฉีดจากปากยุงสามารถควบคุมการไหลของวัสดุได้ละเอียด โดยไม่ทำให้เซลล์เสียหายจากแรงเฉือนมากเกินไป นอกจากนี้ proboscis ยังสามารถทนต่อแรงดันภายในได้เพียงพอสำหรับการพิมพ์ และมีข้อดีคือเป็นวัสดุชีวภาพที่สามารถย่อยสลายได้
การค้นพบนี้จึงอาจต่อยอดได้ไกลกว่าการสร้าง “หัวพิมพ์จากยุงตาย” เพราะแนวคิดสำคัญคือการนำโครงสร้างที่ธรรมชาติวิวัฒนาการมาอย่างมีประสิทธิภาพมาใช้แทนชิ้นส่วนวิศวกรรมราคาแพง นักวิจัยเสนอการประยุกต์ใช้กับ bioprinting, การสร้างโครงสร้างสำหรับเซลล์, การพิมพ์ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ระดับจุลภาค และการนำส่งยาในระดับเล็กมาก โดยการทดลองหนึ่งยังแสดงให้เห็นว่าสามารถนำวัสดุไฮโดรเจลไปฝากบนผิวหนังหมูในระดับพิโคลิตรได้ ขณะที่ต้นทุนของหัวฉีดจากวัสดุชีวภาพอาจต่ำกว่าหัวฉีดที่ผลิตขึ้นโดยเฉพาะอย่างมาก งานนี้จึงสะท้อนแนวคิด biohybrid engineering ที่ผสมผสานวัสดุจากสิ่งมีชีวิตเข้ากับระบบวิศวกรรม และอาจเปิดทางให้เราสร้างอุปกรณ์ขนาดจิ๋วที่ทั้งแม่นยำ ราคาถูก และย่อยสลายได้มากขึ้นในอนาคต
Olfaction: กลิ่นตัวเด็กหอม แต่กลิ่นของวัยรุ่นไม่?
นักวิจัย Ilona Croy, Tomasz Frackowiak, Thomas Hummel และ Agnieszka Sorokowska ต้องการศึกษาว่า ความรู้สึกของพ่อแม่ต่อกลิ่นตัวของลูกเปลี่ยนไปตามอายุหรือไม่ เนื่องจากงานวิจัยก่อนหน้าพบว่ากลิ่นตัวของทารกสามารถสร้างความรู้สึกพึงพอใจและเกี่ยวข้องกับกลไกการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก งานวิจัยนี้จึงเก็บข้อมูลจากพ่อแม่ชาวโปแลนด์จำนวน 235 คน ซึ่งเป็นพ่อแม่ของเด็กทั้งหมด 367 คน อายุระหว่าง 1 เดือนถึง 35 ปี โดยให้ผู้เข้าร่วมประเมินความน่าพึงพอใจของกลิ่นตัวลูกผ่านแบบสอบถาม จากนั้นแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่มตามช่วงพัฒนาการ ได้แก่ อายุต่ำกว่า 4 ปี, 4–8 ปี, 9–14 ปี และมากกว่า 14 ปี เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้กลิ่นในแต่ละช่วงวัย
ผลการศึกษาพบแนวโน้มที่ชัดเจนว่า ยิ่งเด็กอายุมากขึ้น พ่อแม่ก็ยิ่งให้คะแนนกลิ่นตัวของลูกว่าน่าพึงพอใจน้อยลง โดยในกลุ่มเด็กเล็กมากถึง 93.7% ของพ่อแม่ให้คะแนนกลิ่นตัวลูกว่า “น่าพึงพอใจหรือพึงพอใจมาก” แต่ตัวเลขลดลงเหลือ 83.8% ในกลุ่มเด็กช่วงวัยรุ่นตอนต้น และเหลือ 75.2% ในกลุ่มหลังเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งใกล้เคียงกับคะแนนกลิ่นตัวของคู่รักที่ 76.7% ที่สำคัญ นักวิจัยไม่พบว่าการเป็นพ่อหรือแม่ หรือเพศของลูก มีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อแนวโน้มดังกล่าว จึงชี้ว่า อายุและพัฒนาการของเด็ก เป็นปัจจัยสำคัญกว่า โดยหนึ่งในคำอธิบายที่เสนอคือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงวัยแรกรุ่นอาจทำให้องค์ประกอบของกลิ่นตัวเปลี่ยนไป ขณะเดียวกัน การที่เด็กเริ่มมีความเป็นอิสระมากขึ้นอาจทำให้บทบาทของกลิ่นในการกระตุ้นพฤติกรรมดูแลและสร้างสายสัมพันธ์ลดลงด้วย
งานวิจัยนี้จึงมีความน่าสนใจมากกว่าคำถามว่า “ทำไมวัยรุ่นถึงเริ่มมีกลิ่นตัวที่พ่อแม่ไม่ชอบ?” เพราะอาจสะท้อนกลไกทางชีววิทยาและจิตวิทยาที่ช่วยปรับความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูกเมื่อเด็กเติบโตขึ้น หากกลิ่นของทารกช่วยกระตุ้นความรู้สึกผูกพันและการดูแล การที่การรับรู้กลิ่นเปลี่ยนแปลงเมื่อเข้าสู่วัยรุ่นก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านจากความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพิง ไปสู่ความเป็นอิสระมากขึ้น อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็น การศึกษาแบบแบบสอบถามและเป็นกลุ่มตัวอย่างในโปแลนด์ จึงยังไม่สามารถยืนยันว่าฮอร์โมนเป็นสาเหตุโดยตรงของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การศึกษาต่อไปอาจวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของกลิ่นตัวในแต่ละช่วงวัย ควบคู่กับการศึกษาการตอบสนองของสมอง เพื่อแยกให้ได้ว่าอะไรเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นจริง ๆ และอะไรเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิทยาและความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก
Peace: ทำไมเราจึงชอบเพื่อนที่ “ร้าย” ต่อคนที่เราไม่ชอบ
นักวิจัย Jaimie Arona Krems และคณะตั้งคำถามว่า “ถ้าเราอยากได้เพื่อนที่ใจดีและไว้ใจได้ แล้วเราต้องการให้เพื่อนปฏิบัติต่อคนอื่นเหมือนที่ปฏิบัติต่อเราหรือไม่?” เพราะมิตรภาพไม่ได้เกิดขึ้นแบบสองคนแยกขาดจากสังคม แต่เพื่อนของเรายังต้องมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น เช่น คนแปลกหน้า คู่แข่ง หรือศัตรูของเรา นักวิจัยจึงทำการศึกษาทั้งหมด 6 การศึกษา มีผู้เข้าร่วมรวม 1,183 คน จากกลุ่มตัวอย่างในสหรัฐฯ และอินเดีย โดยมี 2 การศึกษาที่ลงทะเบียนแผนการวิจัยไว้ล่วงหน้า วิธีการแตกต่างกันทั้งการติดตามผู้เข้าร่วมสองช่วงเวลา การเปรียบเทียบภายในบุคคล และการสุ่มให้ผู้เข้าร่วมประเมิน “เพื่อนในอุดมคติ” ว่าควรปฏิบัติต่อตัวเอง คนแปลกหน้า หรือ “ศัตรูของตน” อย่างไร จากนั้นวัดคุณลักษณะต่าง ๆ เช่น ความใจดี ความน่าเชื่อถือ ความช่วยเหลือ และความก้าวร้าว เพื่อดูว่าเป้าหมายของพฤติกรรมมีผลต่อความต้องการเลือกเพื่อนหรือไม่
ผลการศึกษาพบว่า เรายังคงต้องการให้เพื่อนใจดีและไว้ใจได้เมื่อปฏิบัติต่อเรา และโดยทั่วไปก็ต้องการให้เพื่อนปฏิบัติดีกับคนแปลกหน้าเช่นกัน แต่เมื่อเปลี่ยนเป้าหมายเป็น “ศัตรูของเรา” ความต้องการกลับเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ ผู้เข้าร่วมบางส่วนไม่ได้ต้องการให้เพื่อนเป็นคนดีหรือประนีประนอมเสมอไป แต่กลับชอบเพื่อนที่ “ร้าย” หรือแข็งกร้าวกับคนที่เราไม่ชอบ มากกว่า งานวิจัยจึงชี้ว่าเราไม่ได้มองคำว่า “เป็นคนดี” แบบเหมารวม แต่ประเมินพฤติกรรมของเพื่อนตามว่า เพื่อนกำลังปฏิบัติต่อใคร โดยเฉพาะในกรณีที่อีกฝ่ายเป็นคู่แข่งหรือศัตรู ผลลัพธ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดว่ามิตรภาพอาจมีคุณค่าในฐานะระบบสนับสนุนทางสังคม เพราะเราต้องการเพื่อนที่ช่วยปกป้องผลประโยชน์และยืนอยู่ข้างเรา ไม่ใช่เพียงคนที่ใจดีกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
การค้นพบนี้สามารถต่อยอดไปสู่การศึกษาว่า ความภักดี ความเป็นพวกเดียวกัน และความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม มีบทบาทอย่างไรต่อการสร้างมิตรภาพและเครือข่ายทางสังคม เพราะในชีวิตจริง คนคนหนึ่งอาจต้องการเพื่อนที่อ่อนโยนกับตัวเอง แต่พร้อมปกป้องหรือเผชิญหน้ากับคนที่เป็นภัยต่อเรา อย่างไรก็ตาม นักวิจัยไม่ได้สรุปว่ามนุษย์ “ชอบคนก้าวร้าว” โดยทั่วไป แต่พบว่าความต้องการดังกล่าว ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของพฤติกรรมและบริบททางสังคม ดังนั้นงานต่อไปอาจศึกษาว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในวัฒนธรรมอื่นหรือไม่ ความรุนแรงระดับใดที่ผู้คนมองว่าเป็น “ความภักดี” และเมื่อใดพฤติกรรมดังกล่าวจะเปลี่ยนจากการปกป้องเพื่อนกลายเป็นความขัดแย้งหรือความรุนแรงระหว่างกลุ่ม
Soil Science: ฝังกางเกงชั้นใน 1,000 ตัวในกว่า 25 ประเทศเพื่อดูการย่อยสลาย
งานวิจัยนี้มีจุดเริ่มต้นจากคำถามว่า เราจะวัดว่าดินมีชีวิตและมีจุลินทรีย์ทำงานมากน้อยแค่ไหนได้อย่างง่าย ๆ หรือไม่ นักวิจัย Franz Bender, Marcel van der Heijden และคณะจึงพัฒนาโครงการ “Proof by Underpants” โดยให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทดลอง ในโครงการระยะแรกมีอาสาสมัครประมาณ 1,000 คนทั่วสวิตเซอร์แลนด์นำกางเกงชั้นในผ้าฝ้ายไปฝังในพื้นที่หลายประเภท เช่น สวนส่วนตัว พื้นที่เกษตร และทุ่งหญ้า จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ 2 เดือนแล้วนำกลับมาขุดขึ้นมา ถ่ายภาพและประเมินระดับการย่อยสลายของเนื้อผ้า พร้อมเก็บตัวอย่างดินเพื่อนำไปวิเคราะห์เพิ่มเติม แนวคิดสำคัญคือ ยิ่งกางเกงชั้นในถูกย่อยสลายมาก ก็อาจสะท้อนว่าดินมีสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ที่ทำงานอยู่มากขึ้น โดยนักวิจัยเรียกตัวชี้วัดนี้ว่า “Underpants Index”
ผลการศึกษาพบว่า ประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นปัจจัยสำคัญต่ออัตราการย่อยสลายของกางเกงชั้นใน โดยพื้นที่สวนส่วนตัวมีการย่อยสลายสูงที่สุด ขณะที่พื้นที่สนามหญ้ามีการย่อยสลายต่ำกว่า งานวิจัยยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการย่อยสลายของผ้าฝ้ายกับลักษณะทางเคมีและชีวภาพของดิน เช่น ปริมาณอินทรียวัตถุและกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในดิน กล่าวง่าย ๆ คือ หากนำกางเกงชั้นในไปฝังในดินที่มีสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ผ้าฝ้ายซึ่งเป็นวัสดุอินทรีย์ก็จะถูกย่อยสลายเร็วกว่า แต่ถ้าผ่านไปสองเดือนแล้วยังเหลือกางเกงในเกือบทั้งตัว ก็อาจเป็นสัญญาณว่ากิจกรรมทางชีวภาพในดินบริเวณนั้นต่ำกว่า งานวิจัยจึงเสนอว่า “Underpants Index” อาจเป็นเครื่องมือเบื้องต้นที่ช่วยประเมินความแตกต่างของสุขภาพดินได้โดยไม่ต้องพึ่งอุปกรณ์ซับซ้อนราคาแพง
การนำไปต่อยอดของงานนี้จึงอยู่ที่การสร้าง วิธีตรวจสุขภาพดินที่ง่าย ราคาถูก และคนทั่วไปสามารถมีส่วนร่วมได้ เพราะแทนที่จะต้องใช้เครื่องมือในห้องแล็บ นักเรียน เกษตรกร หรือประชาชนสามารถใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้อย่างกางเกงชั้นในผ้าฝ้ายเป็นตัวบ่งชี้เบื้องต้น แล้วนำข้อมูลจากหลายพื้นที่มาเปรียบเทียบกันในระดับประเทศหรือระดับโลก นอกจากนี้ โครงการยังช่วยทำให้เรื่องที่ซับซ้อนอย่าง จุลินทรีย์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และคุณภาพดิน กลายเป็นสิ่งที่คนทั่วไปมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า งานวิจัยจึงไม่ได้มีคุณค่าแค่การวัดดิน แต่ยังเป็นตัวอย่างของ Citizen Science ที่ช่วยสร้างความตระหนักว่าดินเป็นระบบนิเวศที่มีชีวิตและมีความสำคัญต่ออาหาร น้ำ การกักเก็บคาร์บอน และความหลากหลายทางชีวภาพในระยะยาว
สรุป Ig Nobel 2026
ผลงานวิจัยที่ได้รับรางวัลจากเวทีอิกโนเบล ประจำปี 2026 เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า ศักยภาพทางปัญญาและความตระหนักรู้ของมนุษย์นั้นไร้ขีดจำกัด การกล้าที่จะตั้งคำถามต่อเรื่องเล็กน้อยในชีวิตประจำวัน สามารถเปิดประตูสู่ความรู้ที่ยิ่งใหญ่และคาดไม่ถึง ขอให้ผู้อ่านทุกท่านตระหนักว่า วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่แท้จริง ไม่ได้เกิดจากการเดินตามรอยเดิม แต่เกิดจากความกล้าหาญที่จะสงสัยและลงมือค้นคว้าในมุมมองที่โลกไม่เคยจินตนาการถึง
อ้างอิง improbable.com และ cover iT24Hrs
อ่านบทความและข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
Ig Nobel 2026 พบ 10 งานวิจัยสุดประหลาดแห่งปี จากนมแมลงสาบถึงกางเกงชั้นในฝังดิน
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 080234502
