เตรียมรับวิกฤต ทำไมรัฐบาลหลายประเทศถึงเตือนให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มไว้ที่บ้านอย่างน้อย 3 วัน? เมื่อภัยไซเบอร์อาจไม่ได้แค่ขโมยข้อมูล แต่ลุกลามจนไฟฟ้าดับ ระบบธนาคารใช้ไม่ได้ และซูเปอร์มาร์เก็ตอาจได้รับผลกระทบ โลกกำลังกังวลอะไร และถ้าวันหนึ่งระบบที่เราใช้ทุกวันหยุดทำงาน ชีวิตเราจะรับมือได้แค่ไหน?

รัฐบาลสหราชอาณาจักรเปิดตัวแคมเปญ Be Ready แนะนำให้ประชาชนสำรองอาหารและน้ำดื่มไว้ที่บ้านให้เพียงพออย่างน้อย 3 วัน หากเกิดเหตุฉุกเฉินจนไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ตหยุดทำงาน ขณะที่สหภาพยุโรปได้เสนอยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy ตั้งแต่ปี 2025 เพื่อรับมือความเสี่ยงตั้งแต่ภัยธรรมชาติไปจนถึงการโจมตีไซเบอร์
สิ่งที่น่ากังวลคือ เมื่อระบบไฟฟ้า ธนาคาร การขนส่ง และซูเปอร์มาร์เก็ตพึ่งพาเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกัน การโจมตีไซเบอร์จึงอาจไม่ได้จบแค่ข้อมูลรั่วไหล แต่ลุกลามจนกระทบการใช้ชีวิตและการจัดส่งสินค้าได้จริง
ทำไมหลายประเทศแนะนำให้สำรองอาหาร 3 วัน?
คำแนะนำของรัฐบาลสหราชอาณาจักรภายใต้แคมเปญ Be Ready ซึ่งเปิดตัวเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2026 มุ่งให้ประชาชนเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะอาหารที่ไม่เสียง่ายและน้ำดื่ม เพื่อให้สามารถรับมือกับเหตุฉุกเฉินได้โดยไม่ต้องรอความช่วยเหลือทันที รัฐบาลยังแนะนำให้ประชาชนพิจารณาสิ่งจำเป็นอื่น ๆ เช่น ไฟฉาย แบตเตอรี่ ชุดปฐมพยาบาล และเงินสด เนื่องจากเหตุฉุกเฉินบางประเภทอาจทำให้บริการไฟฟ้า โทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ตหยุดชะงัก
สำหรับสหภาพยุโรป แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Preparedness Union Strategy ที่ต้องการให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และประชาชนร่วมกันเตรียมพร้อมรับมือวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ โรคระบาด การโจมตีทางไซเบอร์ หรือความขัดแย้งทางทหาร โดยหนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการส่งเสริมให้ประชาชนสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยตนเองอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ระหว่างที่หน่วยงานต่าง ๆ ประเมินสถานการณ์และจัดการปัญหา ทั้งนี้ แนวทางของสหภาพยุโรปเป็นกรอบส่งเสริมการเตรียมพร้อม ไม่ใช่คำสั่งให้ประชาชนทุกประเทศต้องกักตุนอาหารเหมือนกันทั้งหมด
เหตุผลที่เลือกช่วงเวลา 3 วัน ไม่ใช่เพราะรัฐบาลคาดการณ์ว่าวิกฤตจะกินเวลาครบ 72 ชั่วโมงพอดี แต่เป็นการกำหนดระยะเวลาเบื้องต้นที่ประชาชนควรพึ่งพาตนเองได้ หากบริการจำเป็นหยุดทำงานพร้อมกัน การมีอาหาร น้ำ และของใช้พื้นฐานสำรองไว้จะช่วยลดความจำเป็นในการออกไปซื้อสินค้าในช่วงที่การเดินทางหรือระบบชำระเงินอาจมีปัญหา อีกทั้งยังช่วยให้หน่วยงานฉุกเฉินจัดลำดับความช่วยเหลือไปยังผู้สูงอายุ ผู้ป่วย และผู้ที่ไม่สามารถดูแลตนเองได้ก่อน จึงควรมองมาตรการนี้ว่าเป็นการสร้างความพร้อมให้สังคม มากกว่าจะเป็นสัญญาณยืนยันว่าภัยพิบัติหรือการโจมตีครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น
ทำไมการโจมตีไซเบอร์จึงน่ากังวล?
เหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลในหลายๆ ประเทศ แนะนำให้ประชาชนของตนเองกักตุนอาหารก็คือภัยไซเบอร์ที่พุ่งเป้าโจมตีไปที่โครงสร้างพื้นฐาน เหตุผลที่หลายคนกังวลคือ โครงสร้างเหล่านี้ไม่ได้ทำงานแยกขาดจากกันอีกต่อไป โรงไฟฟ้าต้องพึ่งพาระบบควบคุมและเครือข่ายสื่อสาร ธนาคารต้องอาศัยระบบคอมพิวเตอร์เพื่อประมวลผลธุรกรรม ขณะที่ซูเปอร์มาร์เก็ตต้องพึ่งพาระบบคลังสินค้า การขนส่ง เครื่องรับชำระเงิน และอุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ หากแฮ็กเกอร์เจาะระบบเหล่านี้ได้ ความเสียหายอาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ข้อมูลรั่วไหลหรือเว็บไซต์ใช้งานไม่ได้ แต่ยังอาจทำให้เครื่องจักรหยุดทำงาน สินค้าเสียหาย หรือบริการที่ประชาชนต้องใช้ทุกวันเกิดการหยุดชะงักได้ด้วย
อีกเรื่องที่ทำให้ภัยไซเบอร์น่ากังวลคือ ผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องทำลายระบบทั้งหมดของประเทศจึงจะสร้างความเสียหายได้ บางครั้งการเจาะอุปกรณ์ควบคุมเพียงบางจุด หรือโจมตีผู้ให้บริการภายนอกที่หลายองค์กรใช้งานร่วมกัน ก็อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจหลายแห่งพร้อมกันได้ ยิ่งอุปกรณ์บางชนิดเป็นระบบเก่าที่หมดระยะการสนับสนุนและไม่ได้รับการอัปเดตความปลอดภัย ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะช่องโหว่ที่ไม่ได้รับการแก้ไขอาจเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีเข้าควบคุมระบบได้ง่ายขึ้น
การโจมตีไซเบอร์กับโครงสร้างพื้นฐานที่เคยเกิดขึ้น
โปแลนด์ถูกโจมตีระบบพลังงาน
เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 โปแลนด์เผชิญการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งสร้างความเสียหายต่อระบบพลังงาน โดยเป้าหมายประกอบด้วยฟาร์มกังหันลมและพลังงานแสงอาทิตย์มากกว่า 30 แห่ง บริษัทในภาคการผลิตแห่งหนึ่ง และโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมที่ให้บริการความร้อนแก่ประชาชนเกือบ 500,000 คน รายงานจาก CERT Polska ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2026 ระบุว่า การโจมตีมีวัตถุประสงค์เพื่อทำลายระบบ ไม่ใช่เพียงขโมยข้อมูลหรือเรียกค่าไถ่ และเกิดขึ้นในช่วงที่โปแลนด์กำลังเผชิญอากาศหนาวและหิมะตกก่อนเทศกาลปีใหม่
วิธีการโจมตีมีความรุนแรง เพราะผู้โจมตีสามารถเข้าถึงเครือข่ายภายในของสถานีไฟฟ้าบางแห่ง แล้วพยายามทำลายเฟิร์มแวร์ของอุปกรณ์ควบคุม ลบไฟล์ระบบ และใช้มัลแวร์ประเภท Wiper ซึ่งออกแบบมาเพื่อลบหรือทำลายข้อมูล ส่งผลให้อุปกรณ์ควบคุมระยะไกลบางส่วนไม่สามารถสื่อสารกับระบบของผู้ดูแลโครงข่ายไฟฟ้าได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่าการโจมตีไม่ได้ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากฟาร์มพลังงานหมุนเวียนหยุดลง และการโจมตีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมก็ไม่สามารถทำให้การจ่ายความร้อนแก่ผู้ใช้ปลายทางหยุดชะงักได้
กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าแฮ็กเกอร์สามารถมุ่งโจมตีอุปกรณ์ที่ควบคุมกระบวนการทางกายภาพได้จริง หากการโจมตีประสบความสำเร็จมากกว่านี้ ความเสียหายอาจกระทบต่อความสามารถในการควบคุมระบบพลังงานและเพิ่มความเสี่ยงต่อบริการที่เกี่ยวข้อง
กลุ่มแฮ็กเกอร์โจมตีหน่วยงานรัฐและระบบขนส่งของยุโรป
เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2025 Eurojust และ Europol เปิดเผยผลปฏิบัติการร่วมของหลายประเทศเพื่อจัดการเครือข่ายแฮ็กเกอร์ NoName057(16) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการโจมตีแบบ Distributed Denial of Service หรือ DDoS ต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในยุโรป รวมถึงผู้ให้บริการพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะ และหน่วยงานรัฐ ปฏิบัติการดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ 12 ประเทศ โดยเจ้าหน้าที่สามารถปิดกั้นโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ในการโจมตีได้มากกว่า 100 เซิร์ฟเวอร์ทั่วโลก และมีการออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 7 ราย
การโจมตีแบบ DDoS แตกต่างจากการทำลายอุปกรณ์ควบคุมในโรงไฟฟ้า เพราะเป็นการส่งคำขอหรือปริมาณการรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลไปยังเว็บไซต์หรือบริการออนไลน์ เพื่อให้ระบบรับภาระไม่ไหวและไม่สามารถให้บริการได้ตามปกติ การโจมตีประเภทนี้อาจทำให้เว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ ระบบออนไลน์ของบริษัท หรือบริการบางประเภทหยุดชะงัก แม้จะไม่ได้หมายความว่าระบบรถไฟหรือโครงข่ายไฟฟ้าจะหยุดทำงานทุกครั้งก็ตาม Eurojust ระบุว่าเครือข่ายดังกล่าวดำเนินการโจมตีหลายครั้ง โดยมีแรงจูงใจทางอุดมการณ์และแสดงการสนับสนุนรัสเซียในบริบทของสงครามยูเครน
กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงการโจมตีบริการออนไลน์อาจถูกใช้เพื่อสร้างแรงกดดันหรือแสดงจุดยืนทางการเมือง โดยไม่จำเป็นต้องทำลายระบบทางกายภาพโดยตรง แม้หน่วยงานจำนวนมากสามารถบรรเทาผลกระทบจากการโจมตีได้ แต่การที่กลุ่มแฮ็กเกอร์สามารถระดมเครื่องคอมพิวเตอร์จากหลายพื้นที่เพื่อโจมตีเป้าหมายพร้อมกัน ทำให้หน่วยงานรัฐและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานต้องมีระบบป้องกันและแผนรับมือที่พร้อมใช้งานอยู่เสมอ
ฝรั่งเศสถูกโจมตีระบบทำความเย็นซูเปอร์มาร์เก็ต
ในคืนวันที่ 11–12 ตุลาคม 2026 ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายร้อยแห่งในฝรั่งเศสได้รับผลกระทบจากการโจมตีทางไซเบอร์ที่มุ่งเป้าไปยังระบบควบคุมอุปกรณ์ทำความเย็น ร้านค้าในเครือ Intermarché ประมาณ 300 แห่ง รวมถึงร้านของ Coopérative U, Carrefour, Monoprix และเครือ E.Leclerc บางส่วนได้รับผลกระทบ โดยตู้แช่และห้องเย็นบางแห่งมีอุณหภูมิสูงขึ้นจนต้องทิ้งสินค้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการเก็บอาหารในอุณหภูมิที่ไม่ปลอดภัย ขณะที่เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้เปิดการสอบสวนเหตุการณ์ดังกล่าว
ผู้โจมตีสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานของระบบละลายน้ำแข็งในตู้แช่และห้องเย็น โดยเพิ่มอุณหภูมิขึ้นถึงประมาณ 50 องศาเซลเซียสในห้องเย็นบางแห่ง และเปลี่ยนระยะเวลาการทำงานจากหนึ่งชั่วโมงเป็นแปดชั่วโมงเพื่อให้ระบบแจ้งเตือนทำงานช้าลง ส่งผลให้พนักงานบางร้านตรวจพบปัญหาหลังจากความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว ช่องทางที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้คือซอฟต์แวร์ควบคุมระบบทำความเย็นของ Danfoss โดยบริษัทระบุว่าอุปกรณ์ที่ได้รับผลกระทบส่วนใหญ่เป็นผลิตภัณฑ์รุ่นเก่าที่หมดระยะการสนับสนุนและไม่ได้รับการอัปเดตซอฟต์แวร์หรือความปลอดภัยแล้ว
สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์นี้น่ากังวลคือผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องเจาะระบบของผู้ผลิตอาหารหรือทำลายคลังสินค้าทั้งหมด แต่เพียงเข้าควบคุมระบบที่มีหน้าที่รักษาอุณหภูมิ ก็สามารถทำให้อาหารจำนวนมากเสียหายได้แล้ว กรณีนี้จึงสะท้อนว่าความปลอดภัยไซเบอร์เกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยด้านอาหาร และชี้ให้เห็นว่าระบบควบคุมที่ดูเหมือนไม่สำคัญในสายตาผู้บริโภค อาจเป็นจุดอ่อนที่ส่งผลต่อธุรกิจหลายแห่งได้พร้อมกัน
สรุป
เหตุการณ์ในโปแลนด์ ฝรั่งเศส และประเทศต่าง ๆ ในยุโรปแสดงให้เห็นว่าการโจมตีไซเบอร์มีเป้าหมายและผลกระทบได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่การพยายามทำลายอุปกรณ์ควบคุมระบบพลังงาน การเปลี่ยนการทำงานของอุปกรณ์ทำความเย็นจนอาหารเสียหาย ไปจนถึงการทำให้บริการออนไลน์ของหน่วยงานรัฐและระบบขนส่งใช้งานไม่ได้ชั่วคราว เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าทุกประเทศกำลังเผชิญการโจมตีในระดับเดียวกัน แต่ยืนยันว่าภัยไซเบอร์สามารถสร้างความเสียหายเกินกว่าข้อมูลหรือเว็บไซต์ขององค์กรได้จริง
การที่รัฐบาลหลายประเทศสนับสนุนให้ประชาชนเตรียมอาหารและน้ำไว้สำหรับ 72 ชั่วโมง จึงเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดการสร้างความพร้อมรับมือวิกฤตในวงกว้าง เพื่อช่วยให้ประชาชนดูแลตัวเองได้ในช่วงแรก และลดภาระของหน่วยงานฉุกเฉินระหว่างฟื้นฟูบริการที่จำเป็น
สำหรับประชาชน การเตรียมสิ่งของจำเป็นอย่างพอเหมาะเป็นวิธีลดความเสี่ยงที่ทำได้โดยไม่ต้องตื่นตระหนก ส่วนภาครัฐและธุรกิจจำเป็นต้องลงทุนกับการรักษาความปลอดภัยของระบบสำคัญ การอัปเดตอุปกรณ์ที่มีช่องโหว่ การเตรียมระบบสำรอง และการซ้อมแผนกู้คืนบริการ เพราะในโลกที่ชีวิตประจำวันพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น ความมั่นคงไซเบอร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของข้อมูลอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และการดำเนินชีวิตของประชาชนด้วย
อ้างอิง gov.uk theguardian.com commission.europa.eu cert.pl lemonde.fr eurojust.europa.eu europol.europa.eu cover iT24Hrs
และข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
โลกกำลังกลัวอะไร? ทำไมหลายรัฐบาลเตือนให้ประชาชนตุนอาหาร 3 วันเตรียมรับวิกฤต
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 080234502




