หลังจากเกิดเหตุการณ์ระทึกขวัญในวงการอวกาศขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2026 ที่ผ่านมา เมื่อแท่นปล่อยจรวด New Glenn ของบริษัท Blue Origin เกิดการระเบิดขึ้น ณ ฐานปล่อยจรวด Launch Complex 36 (LC-36) ในแหลมคานาเวอรัล รัฐฟลอริดา ระหว่างการทดสอบยิงเครื่องยนต์ภาคพื้นดิน (Hotfire Test) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับภารกิจครั้งที่ 4
เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง NASA และพันธมิตรทางธุรกิจ อย่างไรก็ตาม มุมมองต่อระยะเวลาในการซ่อมแซมและความพร้อมในการกลับมาทะยานสู่ท้องฟ้าอีกครั้งของจรวด New Glenn ยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่างผู้บริหารระดับสูงของ NASA และ Blue Origin
มุมมองฝั่ง NASA อาจต้องรอนานถึงปี 2028
Jared Isaacman ผู้บริหารระดับสูงของ NASA (NASA Administrator) ได้ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว CNBC หลังจากได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความเสียหาย ณ Launch Complex 36 ด้วยตัวเองเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม โดยเขาระบุว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นค่อนข้างรุนแรง และการฟื้นฟูระบบให้กลับมาใช้งานได้สมบูรณ์อาจต้องใช้เวลาค่อนข้างมาก โดยกรอบเวลาที่อาจลากยาวไปจนถึงปี 2028 นั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ทางสถิติและสถานการณ์จริง
นอกจากนี้ แท่นปล่อยจรวดแห่งที่สองของ Blue Origin ณ ฐานทัพอวกาศ Vandenberg ในรัฐแคลิฟอร์เนีย (Space Launch Complex 14) ที่เพิ่งทำสัญญาเช่ากับรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ยังอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาขั้นต้น ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 2 ปี หรือเสร็จสิ้นในช่วงปี 2028 เช่นเดียวกัน ส่งผลให้ในมุมมองของ NASA แล้ว ภารกิจส่งจรวด New Glenn อาจต้องเผชิญกับการเลื่อนออกไปในระยะยาว
ผู้บริหาร Blue Origin มั่นใจ เราจะกลับมาบินอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้!
ในทางกลับกัน Dave Limp ซีอีโอของ Blue Origin ได้ออกมาแสดงความมั่นใจผ่านแพลตฟอร์ม X ( หลังจากทีมงานสามารถเข้าถึงพื้นที่และเริ่มกระบวนการสอบสวนหาสาเหตุ โดยเขาระบุว่า “เราจะกลับมาบินอีกครั้งก่อนสิ้นปีนี้อย่างแน่นอน Gradatim Ferociter” (คติพจน์ของบริษัท แปลว่า ก้าวไปข้างหน้าอย่างดุดันทีละก้าว)
Dave Limp ได้เปิดเผยข้อมูลเชิงบวกหลังจากประเมินความเสียหายเบื้องต้น ดังนี้:
ถังเก็บเชื้อเพลิง (Propellant Farm): ทั้งถังออกซิเจนเหลว, ไฮโดรเจนเหลว และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ยังคงอยู่ในสภาพดี ซึ่งถือเป็นข่าวดีมากเนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้เป็นชิ้นส่วนที่ต้องใช้เวลาสั่งผลิตนาน (Long lead items)
หอคอยสนับสนุน (Support Tower): แม้จะได้รับความเสียหาย แต่สามารถซ่อมแซมในพื้นที่ได้ทันที (Repair in place) โดยไม่จำเป็นต้องรื้อถอนแล้วสร้างใหม่ทั้งหมด
หอคอยระบบน้ำ (Water Tower): ปลอดภัยและไม่ได้รับผลกระทบรุนแรง
ทำไมความล่าช้าครั้งนี้ถึงส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง?
การระเบิดและการซ่อมแซมแท่นปล่อยจรวดครั้งนี้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับอุตสาหกรรมอวกาศไม่น้อย เนื่องจาก Blue Origin ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในหลายโครงการ:
โครงการ Artemis ของ NASA Blue Origin เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการหลักสำหรับภารกิจขนส่งในโครงการสำรวจดวงจันทร์และโครงการ Moon Base นอกจากนี้ NASA ยังได้เลือก Blue Origin สำหรับภารกิจสำคัญอย่าง Moon Base I ที่มีกำหนดการปล่อยในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ด้วย
โครงการดาวเทียมของ Amazon (Project Kuiper) ยักษ์ใหญ่ด้านอีคอมเมิร์ซอย่าง Amazon ซึ่งมี Jeff Bezos เป็นเจ้าของเช่นเดียวกัน กำลังพึ่งพาจรวด New Glenn ในการส่งดาวเทียมวงโคจรต่ำ (LEO) เพื่อให้บริการบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต โดยภารกิจครั้งที่ 4 ที่เกิดอุบัติเหตุนี้ เดิมทีมีกำหนดการขนส่งดาวเทียมจำนวน 48 ดวงขึ้นสู่อวกาศ
สิ่งที่ต้องจับตามองต่อจากนี้
ปัจจุบันยังไม่มีการสรุปสาเหตุที่แน่ชัดของการระเบิดในวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งอุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่หน่วยงานบริหารการบินแห่งชาติสหรัฐฯ (FAA) เพิ่งจะอนุญาตให้ New Glenn กลับมาบินได้ไม่นาน หลังจากก่อนหน้านี้ถูกสั่งระงับบินเนื่องจากความล้มเหลวในภารกิจที่ 3 ที่ไม่สามารถนำสัมภาระเข้าสู่วงโคจรได้สำเร็จจากปัญหาการรั่วไหลของสารความเย็น (Cryogenic leak)
ความขัดแย้งด้านเวลาระหว่างกรอบปี 2028 ของ NASA และกรอบปลายปี 2026 ของ Blue Origin จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างยิ่ง หากทีมวิศวกรของ Dave Limp สามารถซ่อมแซมแท่นปล่อยจรวด LC-36 และพาทุกอย่างกลับมาดำเนินการได้ทันตามกำหนดสิ้นปีจริง จะถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ในการกู้สถานการณ์และรักษาความเชื่อมั่นจากทั้ง NASA และ Amazon ไว้ได้
อ้างอิง engadget cover Blue Origin
อ่านบทความและข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
แท่นปล่อยจรวด New Glenn ระเบิด NASA ชี้ซ่อมยาว 2 ปี แต่ CEO Blue Origin ลั่นพร้อมบินสิ้นปีนี้
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
