Data Center ขุมทรัพย์เศรษฐกิจ ที่เมืองใหญ่ทั่วโลกกำลังแย่งกันดึงดูด เพราะมาพร้อมเงินลงทุน งาน และโครงสร้างพื้นฐานยุค AI แต่เมื่อ Data Center ต้องใช้ทั้งไฟฟ้า น้ำ และที่ดินมหาศาล คำถามคือ…คนในเมืองยังอยากได้มันอยู่หรือไม่?
การเติบโตของ AI กำลังทำให้ Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล เมืองต่าง ๆ ทั่วโลกจึงพยายามดึงดูดการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยี เพราะมาพร้อมเงินลงทุน งาน และรายได้ภาษี แต่ในเวลาเดียวกัน Data Center รุ่นใหม่ก็มีขนาดใหญ่ขึ้น ใช้ไฟฟ้าและน้ำมากขึ้น รวมถึงสร้างผลกระทบด้านเสียง ความร้อน และโครงสร้างพื้นฐาน จนเกิดคำถามสำคัญว่า การลงทุนมหาศาลจาก Data Center คุ้มค่ากับต้นทุนที่เมืองและประชาชนต้องแบกรับหรือไม่? และนี่กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นถกเถียงด้าน AI Infrastructure ที่ร้อนแรงที่สุดในโลก
Northern Virginia, สหรัฐฯ จากต้นแบบความสำเร็จ สู่การต่อต้าน
Northern Virginia โดยเฉพาะ Loudoun County เคยเป็นหนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการดึง Data Center เข้ามาพัฒนาเศรษฐกิจ พื้นที่แห่งนี้กลายเป็น Data Center Alley ซึ่งมี Data Center มากกว่า 250 แห่ง และสร้างรายได้ภาษีจำนวนมากจนช่วยสนับสนุนการสร้างโรงเรียนและโครงสร้างพื้นฐานของท้องถิ่น
แต่ความสำเร็จดังกล่าวกำลังมาพร้อมแรงต่อต้าน เมื่อ Data Center ขยายตัวอย่างรวดเร็วจากกระแส AI ประชาชนเริ่มกังวลเรื่องเสียง สายส่งไฟฟ้า ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และราคาที่อยู่อาศัย ข้อมูลจาก Washington Post พบว่าในปี 2026 มีชาว Virginia เพียง 35% ที่รู้สึกสบายใจกับการมี Data Center แห่งใหม่ในชุมชนของตัวเอง ขณะที่กลุ่มต่อต้าน Data Center ทั่วประเทศเพิ่มขึ้นเกือบ 400 กลุ่ม
Texas, สหรัฐฯ จากรัฐที่ต้อนรับ AI สู่การตั้งเงื่อนไข
Texas เคยเป็นหนึ่งในรัฐที่สนับสนุน Data Center อย่างเต็มที่ เพราะต้องการดึงดูดการลงทุนและใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบด้านพลังงาน แต่การเติบโตของ AI Data Center ทำให้เกิดความกังวลเรื่องภาระต่อระบบไฟฟ้า น้ำ และชุมชน จนรัฐบาลของ Governor Greg Abbott เริ่มเปลี่ยนจากการส่งเสริมแบบเปิดกว้างมาเป็นการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น
รัฐบาล Texas กำหนดหลักการว่า Data Center ต้องรับผิดชอบต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้าของตัวเอง ไม่เพิ่มภาระให้ผู้ใช้ไฟทั่วไป ต้องเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้า ไม่ใช่เพียงเพิ่มความต้องการใช้ไฟ และต้องใช้ระบบทำความเย็นที่ประหยัดน้ำ รวมถึงลดเสียงและผลกระทบต่อชุมชน
กรณีหนึ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงนี้คือโครงการ Data Center ใกล้ Cedar Creek Lake ที่ผู้พัฒนาตัดสินใจถอนโครงการ หลังรัฐบาลระบุว่าโครงการไม่ผ่านมาตรฐานด้านชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และระบบไฟฟ้า
London, อังกฤษ เมืองต้องการ Data Center แต่ต้องไม่แย่งทรัพยากรประชาชน
London ยังคงเป็นหนึ่งในตลาด Data Center สำคัญที่สุดของยุโรป แต่การเติบโตของ AI กำลังทำให้เมืองต้องคิดเรื่องทรัพยากรมากขึ้น โดยเฉพาะไฟฟ้า น้ำ และผลกระทบต่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม
London Assembly เริ่มตั้งคำถามว่าควรจำกัดการใช้ก๊าซและน้ำประปาสำหรับ Data Center หรือไม่ ขณะที่รัฐบาล Greater London Authority กำลังเสนอแนวทางใน London Plan ที่สนับสนุน Data Center ที่ใช้พลังงานสะอาด มีประสิทธิภาพด้านไฟฟ้าและน้ำ และใช้เทคโนโลยี Cooling ที่ลดการใช้น้ำสะอาด
จึงไม่ได้หมายความว่า London ต้องการหยุด Data Center แต่กำลังพยายามสร้างสมดุลระหว่างการเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีกับการรักษาทรัพยากรของเมือง
Frankfurt, เยอรมนี เงินลงทุนยังเข้ามา แต่ไฟฟ้ากลายเป็นข้อจำกัด
Frankfurt เป็นหนึ่งในศูนย์กลาง Data Center สำคัญของยุโรป และยังได้รับความสนใจจาก Hyperscaler และบริษัทเทคโนโลยีที่ต้องการรองรับ Cloud และ AI
แต่ปัญหาสำคัญคือ Grid Capacity เพราะการเพิ่มกำลังไฟฟ้าสำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ต้องใช้เวลานาน ขณะที่ข้อจำกัดด้านพื้นที่และกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมทำให้การขยาย Data Center ในพื้นที่เมืองทำได้ยากขึ้น
ผลที่ตามมาคือ Data Center ไม่ได้หยุดลงทุน แต่มีแนวโน้มกระจายออกไปยังพื้นที่รอบนอกที่มีไฟฟ้าและพื้นที่เพียงพอมากกว่า
Finland เมื่อ Data Center กลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจและพลังงานสะอาด
Finland เป็นอีกด้านหนึ่งของสมการ เพราะประเทศสามารถทำให้ Data Center ถูกมองเป็นโอกาสมากกว่าภาระ โดยมีข้อได้เปรียบจากสภาพอากาศเย็นและไฟฟ้าที่มีคาร์บอนต่ำ
ล่าสุด Google ประกาศลงทุนอย่างน้อย €13,000 ล้าน หรือประมาณ 15,100 ล้านดอลลาร์ ใน AI Infrastructure ของ Finland ระหว่างปี 2027–2028 ซึ่งรวม Data Center, การพัฒนา Grid, Clean Energy และระบบ Battery โดยคาดว่าจะสร้างผลต่อ GDP ราว 3,600 ล้านดอลลาร์ในช่วงก่อสร้าง และสนับสนุนงานประมาณ 7,000 ตำแหน่งต่อปีเมื่อดำเนินงาน
Google ยังวางแนวคิดให้ Data Center เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การนำ Waste Heat กลับมาใช้กับอุตสาหกรรมและชุมชนในพื้นที่ Muhos
Thane, อินเดีย จากดีใจที่ Amazon มา สู่การประท้วง
กรณีของ Thane ใกล้ Mumbai เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจมาก เพราะช่วงแรกชาวบ้านดีใจที่ได้ยินว่าจะมี Amazon เข้ามาลงทุน เนื่องจากพื้นที่เคยเป็นโรงงานเคมีและคนคาดหวังว่าจะเกิดงานใหม่
แต่เมื่อทราบว่าโครงการคือ Hyperscale Data Center ขนาด 53 เอเคอร์ ซึ่งคาดว่าจะใช้ไฟฟ้าถึง 422 MW ใช้น้ำผ่านการบำบัดประมาณ 125,000 ลิตรต่อวัน และมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรอง 193 เครื่อง ความรู้สึกของประชาชนก็เปลี่ยนจากความหวังเป็นความกังวล
ชาวบ้านตั้งคำถามว่าเมืองที่มีปัญหาไฟฟ้าและทรัพยากรอยู่แล้วจะรับภาระจาก Data Center ขนาดใหญ่ได้หรือไม่ ขณะที่ Amazon ระบุว่าโครงการจะใช้การเชื่อมต่อไฟฟ้าแรงสูงเฉพาะของตัวเอง ไม่ได้ดึงไฟจากระบบจำหน่ายเดียวกับบ้านเรือนโดยตรง
South Africa เมื่อ Data Center ต้องแข่งกับน้ำและไฟของประชาชน
South Africa กลายเป็นศูนย์กลาง Data Center ของแอฟริกา โดยมีสัดส่วนประมาณ 70% ของ Capacity ทั้งทวีป และมีบริษัทระดับโลกอย่าง Amazon, Microsoft และ Equinix เข้ามาลงทุน
แต่การขยายตัวอย่างรวดเร็วกำลังเผชิญคำถามจากภาคประชาสังคม โดย South African Human Rights Commission ได้รับเรื่องร้องเรียนมากกว่า 250 รายการเกี่ยวกับการใช้ น้ำ ที่ดิน และไฟฟ้า และมีข้อเรียกร้องให้ชะลอการขยาย Data Center เพื่อประเมินผลกระทบให้ชัดเจนก่อน
ใน Cape Town กลุ่มชุมชนยังคัดค้านโครงการ Hyperscale Data Center ขนาด 174 MVA ของ Equinix โดยตั้งคำถามถึงผลกระทบต่อระบบไฟฟ้าและน้ำของประชาชนในพื้นที่
Scotland จากโอกาสด้านพลังงานสะอาด สู่เสียงเรียกร้องให้ “หยุดก่อน”
Scotland กำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสำหรับ Data Center เพราะมีพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก แต่การลงทุนที่กำลังเข้ามาอย่างรวดเร็วเริ่มสร้างความกังวลในหมู่ประชาชน
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2026 มีประชาชนหลายร้อยคนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล Scotland ชะลอการขยาย Data Center โดยมีโครงการที่อยู่ระหว่างการเสนออย่างน้อย 20 โครงการ รวมถึงโครงการขนาดใหญ่มากใน Fife
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่แค่ Scotland มีพลังงานสะอาดเพียงพอหรือไม่ แต่คือ พลังงานเหล่านั้นควรถูกใช้เพื่ออะไร และใครควรได้รับประโยชน์จากการลงทุน
สรุป
จาก Northern Virginia, Texas, London, Frankfurt, Finland, Thane, South Africa ไปจนถึง Scotland จะเห็นว่าความขัดแย้งไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “เราต้องการ Data Center หรือไม่?” เพราะแทบทุกประเทศต้องการ Data Center และต้องการเงินลงทุน แต่คำถามใหม่คือ “เราจะยอมแลกอะไรเพื่อให้ได้ Data Center?”
เมืองหนึ่งอาจได้งานและรายได้ภาษี แต่อาจต้องแลกกับไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน เสียง หรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีต้องการสร้าง Data Center ให้เร็วที่สุดเพื่อรองรับ AI แต่ประชาชนต้องการรู้ว่า ใครเป็นคนจ่ายต้นทุนของการเติบโตครั้งนี้
ดังนั้น สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจึงไม่ใช่แค่ Data Center Boom แต่เป็นการเกิดขึ้นของแนวคิดที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ คือ “Social License to Build” — ต่อให้บริษัทมีเงิน มี GPU และมีเทคโนโลยี แต่หากไม่มีไฟฟ้า ไม่มีทรัพยากร หรือไม่มีการยอมรับจากชุมชน โครงการก็อาจสร้างไม่ได้
อ้างอิง washingtonpost.com businessinsider.com london.gov.uk reuters.com indianexpress.com apnews.com theguardian.com และ cover city-journal.org
อ่านบทความและข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
Data Center ขุมทรัพย์ยุค AI แต่ทำไมหลายพื้นที่ทั่วโลกเริ่มไม่โอเค?
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 080234502
