ยุคเทคโนโลยีควอนตัมเริ่มต้นขึ้นแล้ว และประเทศไทยไม่อาจรอให้เทคโนโลยีพร้อมใช้งานเต็มรูปแบบก่อนจึงค่อยเตรียมรับมือ เพราะควอนตัมจะส่งผลโดยตรงต่อทั้งความมั่นคงทางดิจิทัลและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) ในฐานะหน่วยงานหลักด้านการส่งเสริมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทย จึงเร่งผนึกกำลังกับภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวางรากฐานระบบนิเวศควอนตัมของประเทศอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การพัฒนาบุคลากร การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม ไปจนถึงการเตรียมรับภัยไซเบอร์ยุคหลังควอนตัม ซึ่งเป็นภารกิจระดับชาติที่ต้องเริ่มลงมือทันที เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียโอกาสในเทคโนโลยีที่จะกำหนดอนาคตของโลก และทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันวางรากฐานเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
ท่ามกลางคลื่นความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยียุคใหม่ (Technological Disruption) ที่กำลังปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และอุตสาหกรรมทั่วโลก กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) และ บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด ได้ผนึกกำลังร่วมกับภาคีเครือข่ายระดับชาติ จัดงาน “Thailand Quantum Readiness Workshop” ขึ้นในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการรวมตัวกันของผู้นำนโยบาย ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อร่วมกันประเมินความเสี่ยง กำหนดกรอบทิศทาง และวางรากฐานระบบนิเวศเทคโนโลยีควอนตัมและความปลอดภัยไซเบอร์ยุคหลังควอนตัม (Post-Quantum Cybersecurity) ให้แก่ประเทศไทยอย่างเป็นระบบ
Quantum Computing คืออะไร?
Quantum Computing คือศาสตร์และแนวทางการประมวลผลข้อมูลที่นำหลักการจากกลศาสตร์ควอนตัมมาใช้ เช่น Superposition และ Entanglement เพื่อจัดการข้อมูลในรูปแบบที่แตกต่างจากคอมพิวเตอร์แบบดั้งเดิม โดยใช้หน่วยข้อมูลที่เรียกว่า Qubit แทน Bit ทำให้สามารถออกแบบอัลกอริทึมเพื่อแก้ปัญหาบางประเภทที่ซับซ้อนมากได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการคำนวณแบบคลาสสิก เทคโนโลยีนี้จึงครอบคลุมทั้งการพัฒนาอัลกอริทึม ซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และการประยุกต์ใช้ในสาขาต่าง ๆ เช่น การค้นคว้ายา วัสดุศาสตร์ การเพิ่มประสิทธิภาพ และการเข้ารหัสข้อมูล
Quantum Computing แตกต่างจาก Quantum Computer อย่างไร
Quantum Computing หมายถึง แนวคิด ศาสตร์ และวิธีการประมวลผลข้อมูลด้วยหลักควอนตัม ขณะที่ Quantum Computer หมายถึง เครื่องคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ที่สร้างขึ้นเพื่อดำเนินการประมวลผลแบบควอนตัม ดังนั้นจึงเปรียบได้ว่า Quantum Computing คือ “วิธีการและศาสตร์” ส่วน Quantum Computer คือ “เครื่องมือหรือเครื่องจักร” ที่นำศาสตร์นั้นมาใช้งานจริง ในปัจจุบัน Quantum Computer ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาเพื่อให้สามารถรองรับการใช้งานขนาดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความเป็นมาของโครงการ Thailand Quantum Readiness Workshop
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการพัฒนาอย่างรวดเร็วของ Quantum Computing ซึ่งไม่เพียงเปิดโอกาสใหม่ด้านการวิจัยและอุตสาหกรรม แต่ยังสร้างความเสี่ยงต่อระบบเข้ารหัสและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมทั้งด้านบุคลากร นโยบาย การประยุกต์ใช้ และความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ยุคหลังควอนตัม หรือ Post-Quantum Cybersecurity
depa จึงเริ่มหารือกับ IBM เพื่อวางกรอบการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศไทย พร้อมขยายความร่วมมือไปยังสำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (NCSA) สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (CMU) เพื่อร่วมกันประเมินโอกาสและความเสี่ยง สร้างความเข้าใจในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และวางแนวทางพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรม
งาน “Thailand Quantum Readiness Workshop” จัดขึ้นในรูปแบบการประชุมเชิงปฏิบัติการเข้มข้นประกอบด้วยเจ้าหน้าที่รัฐจากหน่วยงานโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ นักวิจัยชั้นนำ และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ เพื่อสร้างบุคลากรเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ได้มีการรวมนักศึกษามหาวิทยาลัยเข้าร่วมกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ Qiskit Workshop ซึ่งเป็นโปรแกรมฝึกอบรมเชิงลึกเฉพาะทาง การผสมผสานนี้ช่วยให้เกิดทั้งการหารือเชิงนโยบายระดับสูงและการสร้างศักยภาพทางเทคนิคในเวทีเดียว และยังเป็นเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางร่วมกันเพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนผังเส้นทาง (National Roadmap) และแผนการดำเนินงานขับเคลื่อนระบบนิเวศควอนตัมของประเทศ
ไทยต้องเตรียมอะไรบ้าง ก่อนเข้าสู่ยุคควอนตัม?
คุณแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า “รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเตรียมประเทศไทยรับเทคโนโลยีควอนตัม ทั้งการปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนได้อย่างมั่นใจ และการพัฒนาทักษะประชาชนให้เข้าถึงเทคโนโลยีอย่างทั่วถึง โดยมองว่าควอนตัมมีศักยภาพต่อการแพทย์ การจัดการพลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร ขณะที่การประชุมครั้งนี้จะช่วยรวบรวมความรู้และความร่วมมือ เพื่อนำไปสู่การประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย”
ซึ่งในมิติของนโยบายระดับประเทศ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกำลังเร่งปรับปรุงกฎหมายให้รับกับเทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกและสร้างความมั่นใจในการลงทุนแก่ภาคเอกชน ทั้งนี้ ศักยภาพของควอนตัมที่สามารถลดระยะเวลาการประมวลผลจากหลายปีลงเหลือเพียงหลักชั่วโมง จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแพทย์เพื่อรองรับสังคมสูงวัย ตลอดจนช่วยสนับสนุนการจัดการปัจจัยพื้นฐานและคลังอาหารของประเทศ แต่อย่างไรก็ตาม ภาครัฐได้เน้นย้ำว่าการนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้จะต้องผลักดันให้ประชาชนทุกช่วงวัยสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ เพื่อก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) กล่าวว่า “เทคโนโลยีควอนตัมได้พัฒนาจากงานวิจัยสู่การประยุกต์ใช้จริงในภาคอุตสาหกรรมแล้ว เช่น การตื่นตัวเรื่องการเข้ารหัสของภาคธนาคาร ซึ่ง depa ได้เล็งเห็นถึงผลกระทบนี้มาตั้งแต่ปี 2560 การเตรียมความ พร้อมจึงต้องสร้างระบบนิเวศควอนตัมทั้งระบบ รวมถึงการเตรียมพร้อมด้านระบบรักษาความปลอดภัยแบบควอนตัมเซฟ (Quantum Safe) depa มุ่งเชื่อมโยงผู้เล่นตลอดระบบนิเวศทั้งผู้พัฒนาระบบ ภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันกำหนดโรดแมป (Roadmap) ที่ทุกภาคส่วนเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยข้อคิดเห็นจากการประชุมจะนำไปจัดทำเป็น Thailand Quantum Readiness White Paper เพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป”
ทำไมประเทศไทยไม่ควรรอให้เทคโนโลยีควอนตัมพร้อมแล้วค่อยเริ่ม?
คุณอโณทัย เวทยากร กรรมการผู้จัดการ IBM ประเทศไทย ได้ชี้ให้เห็นว่า Quantum Computing ไม่ใช่เพียงคอมพิวเตอร์ที่ประมวลผลได้เร็วขึ้น แต่เป็นรูปแบบการคำนวณที่อาศัยหลักการทางธรรมชาติในระดับอะตอมและโมเลกุล ซึ่ง IBM เปรียบว่า “Quantum คือระบบปฏิบัติการของจักรวาล” เทคโนโลยีนี้จึงอาจเข้ามามีบทบาทต่อการพัฒนานวัตกรรมและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมสุขภาพ เคมี การเงิน และการคมนาคม อโณทัยมองว่า ประเทศไทยควรเริ่มสร้างความรู้ บุคลากร และความร่วมมือตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถนำเทคโนโลยีควอนตัมมาใช้ประโยชน์ได้เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ขณะที่ IBM ซึ่งทำงานวิจัยด้านควอนตัมมาอย่างต่อเนื่อง มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีให้สามารถนำมาใช้งานได้จริง ควบคู่กับการเตรียมระบบดิจิทัลให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงในยุคควอนตัม หรือ Quantum Safe
Quantum Computing เหมาะกับงานไหน? และไทยต้องเตรียมอะไรบ้าง?
Julian Tan หัวหน้าฝ่าย Quantum Enterprise, IBM ASEAN & India อธิบายหลักการของ Quantum Computing โดยเน้นว่า Quantum Computer ไม่ใช่ CPU หรือ GPU ที่เร็วกว่าเดิม แต่เป็นสถาปัตยกรรมการคำนวณแบบใหม่ เหมาะกับปัญหาซับซ้อนที่คอมพิวเตอร์ทั่วไปแก้ไม่ได้ เช่น การจำลองปฏิกิริยาทางเคมี, การค้นหาวัสดุใหม่, การเพิ่มประสิทธิภาพ (Optimization) และ Machine Learning บางประเภท เขาอธิบายว่า Quantum จะทำงานร่วมกับคอมพิวเตอร์ประสิทธิภาพสูง (HPC) และ AI ภายใต้แนวคิด Quantum-Centric Supercomputing โดยแบ่งงานให้ CPU, GPU และ Quantum ทำในสิ่งที่แต่ละระบบถนัด พร้อมยกตัวอย่างความสำเร็จของ IBM และ Cleveland Clinic ที่สามารถขยายการจำลองโมเลกุลจากเพียง 10 อะตอมเป็นกว่า 12,000 อะตอม ด้วยการผสาน Quantum กับ HPC นอกจากนี้ยังนำเสนอ Roadmap ของ IBM ที่ตั้งเป้าพัฒนา Quantum Computer แบบ Fault-Tolerant ขนาด 200 Logical Qubits ให้ได้ภายในปี 2029 ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรม และย้ำว่าความก้าวหน้าของซอฟต์แวร์และอัลกอริทึมมีความสำคัญไม่แพ้การพัฒนาฮาร์ดแวร์
Rizwan Hussain หัวหน้าฝ่าย Quantum Sales, IBM APAC & Japan กล่าวถึงการเปลี่ยนผ่านของ Quantum Computing จากงานวิจัยสู่การสร้าง มูลค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value Creation) พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างอุตสาหกรรมควอนตัมในระดับประเทศ โดยชี้ว่าทั่วโลกมีการลงทุนด้านควอนตัมแล้วกว่า 56,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และมี 31 ประเทศที่ลงทุนอย่างจริงจัง ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในนั้น แต่ประเทศไทยยังเป็นต้องเร่งสร้างระบบนิเวศ (Quantum Ecosystem) ให้แข็งแกร่ง โดยคุณ Rizwan ได้เสนอกรอบการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ การวิจัยและพัฒนา (R&D), การพัฒนาบุคลากร (Workforce Development), การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจผ่าน Use Cases และการสร้าง Ecosystem กับภาคอุตสาหกรรมและสตาร์ตอัป พร้อมย้ำว่าประเทศที่ไม่ลงทุนด้าน Quantum จะเสียเปรียบทั้งด้านอุตสาหกรรม บุคลากร และทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ยังอธิบายว่า Quantum, AI และ Classical Computing จะทำงานร่วมกัน ไม่ได้มาแทนที่กัน พร้อมยกตัวอย่างประเทศที่ประสบความสำเร็จในยการสร้าง Quantum Ecosystem เช่น ญี่ปุ่น สิงคโปร์ อินเดีย และสหรัฐอเมริกา สุดท้ายเขาวิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมเป้าหมายหลายด้านของประเทศไทย ทั้งยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การเงิน การแพทย์ พลังงาน เกษตร และความมั่นคง ล้วนมีโอกาสนำ Quantum Computing ไปประยุกต์ใช้ได้ จึงเสนอให้ไทยเร่งสร้างบุคลากร สร้างความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและภาคเอกชน รวมถึงลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้าน Quantum ในภูมิภาค
หลักการ Quantum Safe และการเตรียมความพร้อมรับภัยคุกคามจาก Quantum Computing
Michael Osborne ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี (CTO), IBM Quantum Safe & Security Research นำเสนออีกด้านของ Quantum Computing ที่แตกต่างจากโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเน้นถึง ความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์ หากองค์กรและประเทศต่าง ๆ ไม่เร่งเปลี่ยนผ่านไปสู่ Quantum Safe Cryptography เขาอธิบายว่า Quantum Computer จะสามารถถอดรหัสระบบเข้ารหัสแบบ RSA และ Elliptic Curve Cryptography (ECC) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ใช้อยู่ทั่วโลกได้รวดเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ จากความก้าวหน้าของอัลกอริทึมและการใช้ AI ทำให้หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ปรับแผนเร่งเปลี่ยนผ่านจากเดิมปี 2035 มาเป็นปี 2030–2031 พร้อมเตือนว่าองค์กรต้องเตรียมรับมือทั้งความเสี่ยงจากการถูกถอดรหัสข้อมูลในอนาคต (Harvest Now, Decrypt Later) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านระบบที่อาจกระทบต่อบริการสำคัญ เช่น ธนาคาร พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ
Michael Osborne ชี้ว่า การเปลี่ยนไปใช้ Quantum Safe ไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนอัลกอริทึมเข้ารหัส แต่คือการปรับปรุงระบบดิจิทัลทั้งองค์กร เนื่องจากระบบเข้ารหัสฝังอยู่ในซอฟต์แวร์ ฮาร์ดแวร์ และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมหาศาล การเปลี่ยนแปลงจึงต้องสอดคล้องกับวงจรการอัปเกรดเทคโนโลยี (Technology Refresh Cycle) เพื่อลดความเสี่ยงและต้นทุน พร้อมย้ำว่าการวางแผนต้องคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยง การจัดการ Technical Debt การจัดซื้อจัดจ้าง (Procurement) และการบริหารซัพพลายเชน ไม่ใช่อาศัยผู้เชี่ยวชาญด้านการเข้ารหัสเพียงอย่างเดียว
Michael Osborne ยังเสนอแนวทางสร้าง Quantum Safe Strategy ระดับประเทศ โดยควรเริ่มจากการระบุว่าระบบสำคัญใดต้องได้รับการป้องกันก่อน พร้อมพัฒนาทักษะของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้บริหารความเสี่ยง วิศวกรระบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชน และฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการทำงานแบบ Ecosystem ระหว่างหน่วยงานรัฐ ภาคการเงิน ภาคสาธารณสุข และผู้ให้บริการเทคโนโลยี เพื่อแบ่งปันมาตรฐาน แนวปฏิบัติ และประสบการณ์ร่วมกัน เขาสรุปว่า การเตรียมความพร้อมด้าน Quantum Safe ต้องอาศัยทั้งความร่วมมือ การวางแผนระยะยาว และแนวทางปฏิบัติที่สามารถนำไปใช้ได้จริง เพราะเวลาสำหรับการเปลี่ยนผ่านกำลังลดลงอย่างต่อเนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีควอนตัม
การก้าวสู่ยุคควอนตัมไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีห้องปฏิบัติการอีกต่อไป แต่คือหลักประกันความมั่นคงและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การสัมมนาปฏิบัติการ “Thailand Quantum Readiness Workshop” ในครั้งนี้ จึงเป็นปักหมุดจุดเริ่มต้นครั้งสำคัญของประเทศไทยในการบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคการศึกษา เพื่อร่วมกันเปลี่ยนผ่านจากผู้เฝ้ามองไปสู่การเป็นผู้เตรียมความพร้อมอย่างมีระบบ ข้อเสนอเชิงนโยบายและแนวทางจากงานนี้จะถูกต่อยอดไปสู่ Thailand Quantum Readiness White Paper ซึ่งจะเป็นเข็มทิศนำทางให้ประเทศไทยสามารถปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ พร้อมฉวยโอกาสทางเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน
อ้างอิง และ cover iT24Hrs
อ่านบทความและข่าวอื่นๆเพิ่มเติมได้ที่ it24hrs.com
Thailand Quantum Readiness ประเทศไทยพร้อมแค่ไหนกับยุค Quantum Computing
อย่าลืมกดติดตามอัพเดตข่าวสาร ทิปเทคนิคดีๆกันนะคะ Please follow us
Youtube it24hrs
Twitter it24hrs
Tiktok it24hrs
facebook it24hrs
ติดต่อโฆษณา [email protected] โทร 0802345023
